
วันนี้ (5 ส.ค. 69) เวลา 14.22 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการเสริมสร้างและยกระดับความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการสกัดกั้นยาเสพติดและทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงินรวม 16 ล้านบาท ตามที่กระทรวงยุติธรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) เสนอ เพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกับเมียนมา สปป.ลาว และเวียดนาม ในการสกัดกั้นยาเสพติด สารตั้งต้น เคมีภัณฑ์ ตลอดจนการปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติจากพื้นที่ต้นทาง ก่อนจะลักลอบเข้าสู่ชายแดนและพื้นที่ตอนในของไทย
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า สถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำขณะนี้น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางผลิตยาเสพติดสังเคราะห์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ และมีความพยายามใช้ไทยเป็นทั้งทางผ่านและเป้าหมายปลายทาง รัฐบาลจึงมุ่งเน้นการป้องกันเชิงรุกด้วยการตั้งแนวสกัดกั้นนอกประเทศควบคู่กับการปราบปรามภายใน เพื่อตัดโอกาสยาเสพติดทะลักเข้าสู่ชุมชน
“การสกัดกั้นยาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่อาจรอให้เดินทางมาถึงชายแดนไทยได้ แต่ต้องผนึกกำลังกับประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่ต้นทาง ทั้งตัดวงจรสารตั้งต้น ตรวจยึดระหว่างทาง และทำลายเครือข่ายการค้า การสนับสนุนครั้งนี้จึงเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและลดผลกระทบจากปัญหายาเสพติดในประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว
สำหรับวัตถุประสงค์หลักของโครงการ คือการสนับสนุนการปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการแม่น้ำโขงปลอดภัย พัฒนาบุคลากรและระบบตรวจพิสูจน์ ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และระบบประสานงานระหว่างหน่วยงานของแต่ละประเทศ โดยมีกรอบการดำเนินงาน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การสกัดกั้นและปราบปราม โดยเพิ่มประสิทธิภาพด่าน จุดตรวจ และจุดสกัดตามเส้นทางคมนาคมและชายแดน 2. การป้องกันและบำบัดรักษา โดยดึงชุมชนชายแดนเข้ามามีส่วนร่วมเฝ้าระวัง และ 3. การพัฒนาศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย ให้เป็นกลไกกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมปฏิบัติการ
งบประมาณดังกล่าวจะถูกจัดสรรไปใช้ในภารกิจที่จำเป็น เช่น การปฏิบัติการร่วมในพื้นที่เสี่ยง การสนับสนุนชุดสกัดกั้น ค่าน้ำมัน อุปกรณ์ตรวจสารเคมี ชุดตรวจยาเสพติด ระบบตรวจพิสูจน์ และการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ โดยในส่วนของเมียนมา จะสนับสนุนการปราบปรามแบบทวิภาคีและปฏิบัติการร่วมในพื้นที่สำคัญ เช่น มัณฑะเลย์ พะโค ย่างกุ้ง และรัฐฉานตะวันออก รวมถึงสนับสนุนอุปกรณ์ตรวจสารเคมีและการฝึกอบรมความปลอดภัย ขณะที่ สปป.ลาว จะเน้นชุดสกัดกั้นชายแดนและโครงการหมู่บ้านคู่ขนานหรือหมู่บ้านสีขาว ส่วนเวียดนามจะเน้นการควบคุมสารตั้งต้น การตรวจพิสูจน์ และพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย
นอกจากนี้ ครม. ยังอนุมัติให้เลขาธิการ ป.ป.ส. มีอำนาจพิจารณาอนุมัติโครงการ แผนงาน และกิจกรรมภายในกรอบงบประมาณดังกล่าว เพื่อความคล่องตัวและทันต่อสถานการณ์ พร้อมเห็นชอบแนวทางการโอนเงินสนับสนุนเมียนมาผ่านกระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง หากเกิดข้อขัดข้องในการโอนเงินโดยตรง โดยต้องเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ทางการเงินอย่างเคร่งครัด
นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลดำเนินโครงการความร่วมมือนี้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 เนื่องจากเห็นผลชัดเจนว่า การเพิ่มศักยภาพให้ประเทศเพื่อนบ้านปราบปรามยาเสพติดได้ ช่วยลดความเสี่ยงต่อประเทศไทยโดยตรง และยังรักษาบทบาทนำของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านยาเสพติดในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
“รัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดทั้งต้นทาง ระหว่างทาง และปลายทาง ผ่านการบังคับใช้กฎหมาย แลกเปลี่ยนข่าวกรอง ประสานปฏิบัติการ และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดเข้าสู่ชุมชน ลดความสูญเสีย และสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุป
Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news
273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
Email reporter@sapnewsth.com
Tel. 099 569 5964