“อนุทิน” เดินหน้าประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน คุ้มครองสูงสุด 2 ล้าน เริ่ม 1 ต.ค. 69

2026-10-01 19:43 Khanisorn Lorthongdaeng

ปกข่าว เว็บไซต์ (1080 x 1920 px) (9).jpg

วันนี้ (1 ต.ค. 69) ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ประชุมคอนเฟอเรนซ์ด่วนกับนายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน และแพทย์ประจำตำบล ในพื้นที่อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อมอบนโยบายการจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ สำหรับประชาชนทุกหลังคาเรือน

โดยนายกฯ กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลได้ออกโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับการดูแล และคุ้มครองประชาชนจากภัยพิบัติ รัฐบาลตระหนักดีว่าภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิต ทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย และความเป็นอยู่ของประชาชน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดเหตุเท่านั้น แต่ต้องเตรียมความพร้อม และสร้างระบบหลักประกันที่สามารถรองรับความเสียหายไว้ล่วงหน้า รัฐบาลจึงได้ดำเนินโครงการดังกล่าวสำหรับประชาชนทุกครัวเรือน เพื่อเพิ่มกลไกในการดูแลประชาชน โดยภาครัฐเป็นผู้จัดทำประกันภัยให้กับประชาชน เพื่อให้มีหลักประกันรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยพิบัติ

นายกฯ กล่าวว่า สำหรับกรมธรรม์ดังกล่าว ให้ความคุ้มครองภัยธรรมชาติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ครอบคลุมทั้งความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย การสูญเสียชีวิต และกรณีทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร โดยอุทกภัย ความเสียหายเบื้องต้น 10,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 90,000 บาท ส่วนวาตภัย ความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 95,000 บาท ขณะที่แผ่นดินไหว ความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท ที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 95,000 บาท ส่วนกรณีเกิดภัยน้ำล้อมที่อยู่อาศัยจนไม่สามารถดำรงชีวิตตามปกติติดต่อกันเกิน  7 วัน จะได้รับค่าชดเชย 10,000 บาทต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน ส่วนกรณีเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ในความคุ้มครอง จะได้รับผลประโยชน์ 2 ล้านบาทต่อคน โดยเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 ครอบคลุมครัวเรือนทั่วประเทศประมาณ 30 ล้านครัวเรือน

ลายน้ำ (6).jpg

นายกฯ กล่าวอีกว่า การดำเนินโครงการนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการมอบความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย แต่สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ จากการให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดความเสียหาย ไปสู่การจัดการความเสี่ยงและการเตรียมหลักประกันไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ เมื่อเกิดภัยธรรมชาติ ประชาชนจะมีสิทธิได้รับความคุ้มครองที่ชัดเจน สามารถเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและรับค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ เพื่อบรรเทาผลกระทบ สนับสนุนการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

นายกฯ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน โครงการนี้เป็นการนำกลไกของระบบประกันภัย และภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกระจายความเสี่ยง ช่วยให้ภาครัฐสามารถวางแผนรองรับความเสียหายจากภัยพิบัติ และบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศได้อย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลที่มีตนเป็นทั้งนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มุ่งหวังว่าการจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติสำหรับประชาชนจะเป็นอีกกลไกสำคัญที่ช่วยให้การเยียวยา และช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ชัดเจน และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงในการดำเนินชีวิตให้แก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบของภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที

“วันนี้ในนามรัฐบาล ผม และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมถึง ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย มีความยินดีที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติสำหรับประชาชนให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันสำคัญในการรองรับความเสียหาย และเป็นอีกก้าวหนึ่งของการยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ จากการช่วยเหลือเมื่อเกิดความเสียหาย ไปสู่การเตรียมความพร้อม และบริหารความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบจึงขอให้ทุกคน โดยเฉพาะผวจ. นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบจ. เทศบาล อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล และสารวัตรกำนัน ร่วมกันประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของโครงการ เพื่อแจ้งสิทธิให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง และสามารถเข้าถึงสิทธิ และประโยชน์จากโครงการนี้ได้อย่างเต็มที่” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวย้ำว่า สิ่งเหล่านี้จะทำให้ประชาชนลดความกังวล ว่า เมื่อเกิดเหตุใดก็ตามประชาชนจะได้รับการบรรเทาความเสียหาย โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดทำความคุ้มครองในระดับครัวเรือนอย่างครอบคลุมทั่วประเทศ ประมาณ 30 ล้านครัวเรือน เพื่อให้ประชาชนที่ประสบภัยได้รับความคุ้มครองอย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ขอให้ผวจ. และนายอำเภอศึกษาเงื่อนไขในกรมธรรม์ให้เข้าใจอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อสามารถนำไปชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย ว่าหากประสบภัยน้ำท่วมในระดับใด จะได้รับความคุ้มครองเท่าใด หรือ หากบ้านเรือนได้รับความเสียหายจะได้รับเงินช่วยเหลือสำหรับการซ่อมแซมเป็นจำนวนเท่าใด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากเกิดภัยพิบัติขึ้น ภาครัฐ โดยกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)จะลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย และแจ้งให้ประชาชนทราบถึงสิทธิในการเข้าถึงเงินประกันภัย

“ผมยืนยันว่า จะดำเนินการให้ประชาชนได้รับสิทธิอย่างทั่วถึง และไม่ตกหล่นแน่นอน พร้อมย้ำว่า กรมธรรม์ดังกล่าวจะให้ความคุ้มครองปีต่อปี คือ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 ถึงวันที่ 1 ต.ค. 2570 แต่ ไม่ได้ทำแค่ปีเดียว แต่จะทำปีต่อปี จึงขอให้ทุกคนสร้างความมั่นใจให้ประชาชน ว่าจะได้รับความคุ้มครองจากประกันภัยพิบัติและเข้าถึงการชดเชยได้อย่างรวดเร็ว“ นายกฯ กล่าว

ลายน้ำ (7).jpg

ภายหลัง นายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน ในพื้นที่ที่น้ำท่วมก่อนวันที่ 1 ต.ค. แล้วยังคงท่วมอยู่จะเข้าเงื่อนไขหรือไม่ ว่า อันนี้จะได้รับการเยียวยาภายใต้ พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำหรับประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชนจะครอบคลุมเหตุที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.

เมื่อถามว่านับจากวันเริ่มเกิดเหตุใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า จะนับเป็นภัยพิบัติแบบครั้งๆ อย่างกรณีที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 ต.ค. 69 เราต้องใช้งบประมาณตามกฎหมายป้องกันภัย แต่โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน ถือว่าดีกว่าเพราะจะครอบคลุมเป็นกรณีๆด้วยเป็นครั้ง ๆ ด้วย โดยมีเงื่อนไขตามที่กฎหมายปภ.กำหนด

เมื่อถามถึงกรณี นายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน โพสต์ภาพนายอนุทิน ตรวจโรงครัวพรรคภูมิใจไทย พร้อมเรียกร้องให้นายอนุทิน เข้าประชุมสภาฯที่อยู่ระหว่างพิจารณาญัตติน้ำท่วม นายกฯ กล่าวว่า “ไม่เอาแล้ว ไปแล้ว” แล้วเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

ด้านนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน ว่า เหตุการณ์ที่ต่อเนื่องอยู่จะไม่เข้าหลักเกณฑ์ประกันภัย คนที่จะเข้าหลักเกณฑ์ประกันภัยนั้นจะเริ่มเวลา 00.01 น. ของวันที่ 1 ต.ค. 69 โดยเราใช้การยืนยันจากภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งในวันที่ 30 ก.ย. 69  มีการถ่ายภาพถ่ายดาวเทียมของ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) ตีเส้นไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งประกันภัยตรงนี้จะได้รับการคุ้มครองที่รวดเร็วกว่าและชัดเจนกว่า ประชาชนสามารถรู้ตัวเลขได้ชัดเจนว่าได้รับการเยียวยา 10,000 บาทแน่ ๆ จะได้วางแผนใช้เงินตรงนี้อย่างไร ส่วนการซ่อมแซมบ้านเรือนจะใช้วิธีเหมาจ่าย โดยจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. ยกตัวอย่างหากน้ำสูง 50 เซนติเมตรจะได้รับการเยียวยา 10,000 บาท โดยไม่ต้องมานั่งสำรวจความเสียหายอีกต่อไป และหลักเกณฑ์ของประกันภัยนั้นหากจังหวัดประกาศพื้นที่ภัยพิบัติหรือประสบภัยจริงจะเข้าหลักเกณฑ์เลย ไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพ โดยจะได้รับเงินภายใน 15 วัน

นายเจเศรษฐ์ กล่าวอีกว่า โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชนนี้ให้การครอบคลุมเหตุน้ำล้อมด้วย ซึ่งตรงนี้ใช้เวลาในการเจรจานานมาก และโครงการนี้ยังครอบคลุมบ้านเรือนที่ไม่มีบ้านเลขที่ด้วย ต่างจากการเยียวยาก่อนหน้านี้ที่กรมการปกครองจะสำรวจตามบ้านเลขที่เป็นหลัก และประกันภัยจะเยียวยาครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือน วงเงินสูงสุด 7.5 หมื่นล้านบาท หากเกินยอดตรงนั้นไปแล้วรัฐบาลจะเป็นผู้เยียวยาโดยหลักเกณฑ์เดียวกันกับประกัน

เมื่อถามถึงสถานการณ์น้ำที่ประชาชนกังวลว่าจะเข้ากรุงเทพฯเพิ่มเติม นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะพื้นที่รับน้ำซึ่งผันจาก กทม. ก่อนออกสู่อ่าวไทยระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน แต่เราจะประคองให้ค่อยๆยกตัว โดยประสานสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เราจะได้แจ้งเตือนประชาชน ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ปริมาณน้ำในแม่น้ำจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยจากน้ำป่าหรือน้ำท่วมขังจากฝนที่ตกลงมาสถานการณ์จะดีขึ้นใน1-2 วันนี้


Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news



  Frame 4.png   Frame 5.png   Frame 2.png   Frame 3.png

273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400

Email reporter@sapnewsth.com‍

Tel. 099 569 5964