
ภาพ : Bloomberg
ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 00.01 น. ตามเวลาท้องถิ่น รัฐบาลสหรัฐเข้าสู่สภาวะ “ชัตดาวน์” ครั้งแรกในรอบ 6 ปี สืบเนื่องจากสมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันไม่สามารถตกลงเรื่องงบประมาณได้ทันตามกำหนด
ความเห็นต่างที่เกิดขึ้นในเรื่องของงบประมาณ เริ่มขึ้นจากความพยายามผลักดันร่างกฎหมายจัดสรรเงินทุนให้รัฐบาลของพรรครีพับลิกัน ซึ่งมุ่งดำเนินการแก้ปัญหาชั่วคราว เพื่อที่จะสามารถอนุมัติงบประมาณให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินงานต่อไปได้ในระยะเวลาหนึ่ง พรรครีพับลิกันจำเป็นต้องได้รับ 60 เสียง เพื่อผ่านร่างกฎหมายนี้ แต่จำนวนเสียงของพรรคมีเพียง 53 เสียง ส่งผลให้คะแนนเสียงจากพรรคเดโมแครตเป็นสิ่งที่ความจำเป็นในการผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าว
ด้วยเหตุนี้ พรรคเดโมแครตจึงใช้ประโยชน์จากคะแนนเสียงของตน ในการพยายามผลักดันนโยบายสุขภาพต่างๆ เช่น การยกเลิกคำสั่งของรัฐบาลทรัมป์ที่ตัดงบประมาณสุขภาพ ที่มีชื่อว่า “เมดิเคด”
จากสภาวะการณ์ข้างต้น ทำให้สมาชิกวุฒิสภาจากทั้ง 2 พรรคไม่สามารถตกลงกันได้ เมื่อเกิดการปิดทำการรัฐบาลขึ้น ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างกล่าวโทษว่าอีกฝ่ายคือสาเหตุของเหตุการณ์ครั้งนี้

This photo shows the effect of government shutdown towards some of the governmental sectors./ Photo: ABC NEWS
ผลกระทบที่เกิดขึ้น
หน่วยงานภาครัฐบางส่วนอาจมีการจำกัดหรือหยุดการให้บริการ เช่น การประกาศจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ที่ชี้แจงว่าจะไม่มีการอัพเดตอย่างสม่ำเสมอ เว้น เรื่องที่มีความเร่งด่วน แต่ไม่ได้ปิดการทำการทั้งหมด โดยคาดการณ์ว่าหน่วยงานป้องกันชายแดน, หน่วยงานทางการแพทย์, การบังคับใช้กฎหมาย, และ การควบคุมการจราจรทางอากาศ จะยังคงให้ดำเนินงานตามปกติ แม้อยู่ในสภาวะชัตดาวน์

ภาพ : Facebook (U.S. Embassy Bangkok)
เจ้าหน้าที่ภาครัฐถือเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากการปิดทำการรัฐบาลมากที่สุดโดยเจ้าหน้าที่ที่ถูกจำเป็น “บุคลากรจำเป็น” เช่น เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ และพนักงานของสำนักงานบริหารความปลอดภัยด้านการขนส่ง ต้องทำงานโดยไม่ได้รับเงินเดือน ขณะที่เจ้าหน้าที่ในบางหน่วยงานอาจถูกพักงานอย่างไม่มีกำหนดหรือถูกไล่ออก
ในภาคส่วนของการลงทุน เหตุการณ์ปิดทำการรัฐบาลอาจส่งผลต่อความมั่นใจในการลงทุนที่สหรัฐฯ โดยหากยึดจากเหตุการณ์ปิดทำการของรัฐบาลที่เคยเกิดขึ้นที่สหรัฐฯ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยในการหยุดทำการ 4 วัน ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจในวงกว้างมากนัก
สำหรับประชาชน ผลกระทบที่จะได้รับคือการดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐมีความล่าช้า เช่น การออกหนังสือเดินทาง
ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้น

ภาพ : BBC
สำนักข่าว BCC วิเคราะห์ถึง 4 ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นหลักจากเหตุการณ์นี้
1. การแตกแถวของพรรคเดโมแครต
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การยื้อไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาผ่านร่างกฎหมายของพรรครีพับลิกันที่จะสามารถทำให้ภาครัฐมีเงินทุนในการปฏิบัติงานถึงเดือนพศจิกายน จะนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของพรรคเอง
สมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งจากพรรคเดโมแครตกำลังจะต้องเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ทว่ามีสัญญาณส่งออกมาอย่างต่อเนื่องว่าสมาชิกจากพรรคเดโมแครตมีแนวโน้มแตกแถว ผ่านการแสดงความกังวลว่าการปิดรัฐบาลในครั้งนี้ ร่วมกับความนิยมที่เพิ่มขึ้นของพรรครีพับลิกันจะส่งผผลต่อการดำรงตำแหน่งในครั้งต่อไป
โดยหากมีสมาชิกจากพรรคแตกแถวเพิ่ม 5 คน การปิดทำการรัฐบาลในครั้งนี้ก็จะสิ้นสุดลง แม้พรรคเดโมแครตจะไม่เห็นด้วยก็ตาม
2. พรรคเดโมแครตยอมถอย
ฉากทัศน์นี้เกิดขึ้นจากแรงกดดันต่อพรรคเดโมแครตที่มีมากขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรค ซึ่งพวกเขาถือเป็นคนกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการได้รับเงินเดือนที่ล่าช้าอย่างไม่มีกำหนด และความเสี่ยงในการถูกไล่ออกหากรัฐบาลของทรัมป์ใช้โอกาสนี้ในการลดสัดส่วนหน่วยงานรัฐ
โดยปกติพรรคที่เป็นฝ่ายเริ่มการปิดรัฐบาลและยื่นข้อเรียกร้องทางนโยบายจะเป็นฝ่ายยอมถอยก่อน ซึ่งในกรณีนี้คือพรรคเดโมแครต หากพรรคเดโมแครตยอมถอย โดยการแสดงเจตนารมณ์เกี่ยวกับข้อเรียกร้องทางนโยบายของตนให้ประชาชน และยุติสถานการณ์นี้ พรรคเดโมแครตก็มีแนวโน้มที่จะอยู่ในตำแหน่งทางการเมืองที่ดีกว่า
3. พรรครีพับลิกันยิมยอมต่อข้อเสนอของเดโมแครต
ขณะนี้ พรรครีพับลิกันกำลังมองว่าตนมีภาษีที่มากกว่า และพยายามกดดันให้พรรคเดโมแครตอ่อนแอลง แต่รีพับลิกันอาจคิดผิดและอาจเป็นฝ่ายที่เจ็บมากกว่า
สถานการณ์ปิดการทำงานรัฐบาลที่ผ่านมา มักเกิดจากพรรครีพับลิกัน ประชาชนอาจกล่าวโทษว่าพวกเขาเล่นแรงเกินไป หรือมองว่าเป็นแนวทางที่คุ้นชินของพรรคในการพยายามใช้อกาสนี้ลดสัดส่วนของหน่วยงานรัฐ
ในสถานการณ์นี้พรรครีพับลิกันอาจยอมต่อข้อเสนอของเดโมแครต เช่น พิจารณายืดอายุเงินอุดหนุนสุขภาพ แม้จะมีการประกาศกร้าวจากทางฝั่งของรีพับลิกันว่าจะไม่ยอมเจรจากับผู้ที่ “เอางบประมาณเป็นตัวประกัน” แต่จากการที่เรื่องนี้ยังเป็นที่ถกเถียงภายในของพรรครีพับลิกัน พื้นที่ในการยอมเจรจากับเดโมแครตก็นับเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้
4. การปิดทำการรัฐบาลยังคงอยู่ และ ทั้ง 2 พรรค
ไม่ได้อะไรเลย:หากการใช้คำพูดที่รุนแรงและแสดงความเกลียดชังระหว่างทั้ง 2 พรรคยังคงมีอยู่ และไม่สามารถเปิดพื้นที่ในการเจรจาเรื่องงบประมาณได้ สุดท้ายแล้วความเสียหายจะตกอยู่ที่ทั้ง 2 พรรค
ผู้ลงสมัครเลือกตั้งในครั้งหน้าจากทั้ง 2 พรรค อาจไม่ได้รับการไว้วางใจจากประชาขนและไม่ถูกเลือกให้เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งจะถือเป็นการเปิดโอกาสให้ “นักการเมืองรุ่นใหม่” ที่จะเข้ามา “ล้มกระดาน”
แหล่งที่มา : BBC
Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news
273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
Email reporter@sapnewsth.com
Tel. 099 569 5964