“อ.เกรียงศักดิ์” วิเคราะห์ คนไทยเบื่อการเมืองแบบเดิม - หวัง มีพรรคการเมืองหน้าใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศ

2025-10-07 10:23 Sukritta Tangteerawan, Punyaphon Rakcharoen


ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันสร้างชาติ และ สถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา ในประเด็นมุมมองต่อ สามพรรคการเมืองหลักภายใต้สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบัน จากผลสำรวจ IFD Poll & Survey ในหัวข้อประชาชนชี้ “อยากได้-ไม่อยากได้ พรรคไหนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า


โดยผลสำรวจจาก IFD Poll & Survey ช่วง 2 - 5 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา จากการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง 1,230 ราย ได้สะท้อนความต้องการของประชาชนต่อแกนนำจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้า ดังนี้

อันดับ 1 ประชาชนไม่อยากได้พรรคใดๆ เลย (23.82%)

อันดับ 2 ประชาชนยังไม่แน่ใจ (21.87%)

อันดับ 3 พรรคภูมิใจไทย (20.57%)

อันดับ 4 พรรคประชาชน (16.91%)

อันดับ 5 พรรคที่เป็นทางเลือกใหม่ 7.40%)

อันดับ 6 พรรคเพื่อไทย (5.28%)

อันดับ 7 พรรคอื่นๆ (4.15%)

เมื่อดูผลสำรวจข้างต้น ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า “จากผลสำรวจเป็นการบอกอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนว่าไม่ต้องการพรรคการเมืองเดิมที่มีอยู่เป็นแกนนำรัฐบาลในสมัยหน้า (พรรคเพื่อไทย, พรรคภูมิใจไทย, พรรคประชาชน) แต่หากดูความนิยมในหมู่พรรคการเมืองเดิม พรรคภูมิใจไทยถือเป็นพรรคที่มีความนิยมมากที่สุด”

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ได้วิเคราะห์ต่อไปอีกว่า จากคะแนนความนิยมที่แต่ละพรรคได้ ถือว่าทั้ง 3 พรรค “สอบตก” ทั้งหมด เห็นได้ชัดว่าผู้คนเบื่อหน่ายกรเมืองแบบเดิม ๆ และต้องการ “ตัวละครพรรคใหม่” แต่หากไม่มีตัวละครใหม่เข้ามาในกระดานการแข่งขัน ทั้ง 3 พรรค ก็ต่างยังมีโอกาสที่จะได้รับการเลือก

มุมมองต่อน้องใหม่พรรคการเมือง “ไทยก้าวใหม่” ทางเลือกใหม่ของประเทศ?

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์มองว่าพรรคใหม่ทุกพรรคที่เข้ามาเสนอตัวทางการเมืองซึ่งเป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้น   แต่มีโอกาสมากหรือน้อย เราก็ให้กำลังใจ แต่หากมองจากผลโพลที่ออกมาก็คงยังไม่ใช่ทางออกของประเทศอย่างแน่นอน ผลการเลือกตั้งก็จะได้สส.มาจำนวนหนึ่งเพียงเท่านั้นแต่ยังไม่มสามารถมีบทบาทเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้อยู่ดี

บทบาทของตระกูลชินวัตรในพรรคเพื่อไทย

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ได้ตอบถึงประเด็น บทบาทของตระกูลชินวัตร ในแง่มุมของอำนาจในการตัดสินใจหรือชี้นำทิศทางภายในพรรคว่า “เพื่อไทย เป็นพรรคที่อยู่ในตระกูลชินวัตรมาตั้งแต่ต้น มีความพยายามในการแต่งตั้งคนนอกแต่ก็ไม่สำเร็จ ท้ายที่สุด ผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรค อย่างคุณทักษิณ ชินวัตร จึงตัดสินใจแต่งตั้งคุณแพทองธาร ชินวัตรเข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าพรรค ดังนั้น การมีแกนนำเป็นคนในตระกูลชินวัตร ก็ชัดเจนแล้วว่าทิศทางของพรรคเป็นไปตามตระกูลชินวัตร”

นอกจากในแง่มุมของการดำเนินงานภายในพรรคเพื่อไทย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ได้ตอบถึงบทบาทของตระกูลชินวัตรต่อฐานเสียงว่า “พรรคเพื่อไทยคงพยายามที่จะรักษาฐานเสียง ผ่านบทบาทของตระกูลชินวัตรต่อไป ความนิยมของพรรคคงจะกลับไปเหมือนเดิมได้ยาก เพราะหากสังเกตจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเป็นอันดับที่ 2 เท่านั้น และคาดว่ารอบหน้าก็คงลดลงอีก”

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวเสริมว่า “ฐานเสียงเดิมก็เสีย ฐานเสียงใหม่ก็ไม่มี ดังนั้น พรรคเพื่อไทยทำได้เพียงรักษาฐานเดิมให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญ พรรคเพื่อไทยมีโอกาสที่จะล้มหายตายจากได้ จึงคงพยายามที่จะรักษาฐานเสียงผ่านบทบาทของผู้นำทางจิตวิญญาณและตระกูลชินวัตร เพื่อรักษาพรรคให้ได้มากที่สุด”


นโยบายเรือธง “Quick Big Win” เพิ่มฐานเสียงเลือกตั้ง หรือ วางรากฐานระยะยาวให้ประเทศไทย

จากการแถลงนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา สโลแกน “Quick Big Win” เป็นคำพูดที่นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล และ คณะรัฐมนตรีหลายท่านกล่าวอยู่บ่อยครั้ง สโลแกนดังกล่าวถือเป็นการสะท้อน “นโยบายประชานิยม” หรือ ที่ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เรียกว่า “อาหารจานด่วน” เขากล่าวเสริมว่า “คุณอนุทินไม่มีทางเลือกมาก นอกจากจะทำนโยบายระยะสั้นเพื่อคาดหวังเป้าหมายระยะยาว คือ โอกาสในการชนะการเลือกตั้งครั้งหน้า และ   การดึงดูดนักการเมืองจากพรรคอื่นๆมาเข้าร่วม”

เขาวิเคราะห์ถึงแนวนโยบายประชานิยมของรัฐบาลชุดนี้ว่าไม่ได้สร้างผลที่ประจักษ์มากนัก แม้นายกฯ อนุทินจะกล่าวว่านโยบายต่างๆเหล่านี้เป็นไปเพื่อวางรากฐานให้กับประเทศไทยในระยะยาวก็ตาม

“นโยบายนี้ให้ผลทางความรู้สึก มากกว่าผลลัพธ์ที่เป็นที่ประจักษ์ ดังนั้น โอกาสในการเลือกตั้งครั้งต่อๆไปของพรรคภูมิใจไทย จึงขึ้นอยู่กับการทำนโยบายประชานิยมระยะสั้น ว่าจะปลุกกระแสได้มากแค่ไหน นอกจากนั้น ด้วยระบบฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทยที่เป็นลักษณะบ้านใหญ่ การทำนโยบายประชานิยมระยะสั้น อาจเป็นการเพิ่มจำนวนสส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรค” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าว

เมื่อสัม-น้ำเงินจับมือ ฐานเสียงคนรุ่นใหม่ของพรรคประชาชนหายไป การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นอย่างไร

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนชนเกิดขึ้นได้จากการเล่นประเด็นการเมืองที่แรงและฉีกแนวจากพรรคอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น การไม่เล่นเกมการเมืองแบบเก่า การไม่ซื้อเสียง ความพยายามในการจัดการระบบทหารและสถาบันให้อยู่ในรูปแบบ ดังนั้นจึงเป็นการเปิดที่ยืนทางความคิดให้กับคนรุ่นใหม่มาเป็นฐานเสียงหลักของพรรคประชาชนเพิ่ม เมื่อเป็นดังนั้นแล้วพรรคประชาชนก็คงต้องรักษาวิธีการเล่นเกมการเมืองแบบนี้ต่อไป แต่ประเด็นหลักคือ ฐานเสียงที่มีเหล่านี้ไม่เพียงพอที่จะให้พรรคประชาชนสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล   การได้มาซึ่ง 141 เสียงในสภาฯซึ่งมาได้ 8 วันสุดท้ายจากคนที่เปลี่ยนสีแดงมาเป็นสีส้มด้วยสโลแกนง่าย ๆ มีลุง ไม่มีเรา ดังนั้นแล้วก็เลยเทเสียงให้ “เพราะคนไม่มีทางเลือก ไม่ใช่เลือกเพราะรัก แต่เลือกเพราะไม่ชอบอีกฝั่ง”

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ จึงมองว่าปรากฎการณ์นี้เป็นการสร้างกระแสเทเสียงให้กับพรรคประชาชน แต่สถานการณ์การเมืองปัจจุบันนี้พรรคจะใช้กระแสอะไรมาดึงดูดฐานเสียงเพิ่มได้อีก โอกาสนั้นยากขึ้นไปทุกที ยิ่งพรรคมามีประเด็นการไปฮั้วหรือไปดีลกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อหวังชิงประโยชน์เพียงนิดเดียวบวกกับการยืมมือพรรคสีน้ำเงินมาเป็นรัฐบาลเพื่อเดินหน้ายุบสภาฯ และ แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เร็วที่สุด เพื่อให้ตนเองได้เปรียบซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าแก้ไม่ทัน แต่อย่างไรก็ตามก็ขอให้อยู่ในกระบวนการเพียงเท่านั้นพอจะสำเร็จหรือไม่ไม่ว่ากัน

“พอยกมือให้ก็มาเป็นฝ่ายค้าน ประชาชนก็ไม่เข้าใจ ฐานเสียงสีส้มมึนตึบ” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คุณบอกว่าคุณไม่เล่นเกมการเมืองแต่แท้จริงแล้วคุณกำลังเล่นเกมปาหี่การเมือง ขณะนี้ประชาชนมองว่าผู้นำจะนำพรรคไปทิศทางไหน ผนวกกับประชาชนที่เริ่มหมดศรัทธาเกิดความรู้สึกหวาดหวั่น ไม่แน่ใจ ทั้งหมดนี้คือการเสียทรงทางการเมืองที่น่าสงสารที่ผมคิดว่าไม่ควรทำ แต่เนื่องจากทำไปแล้วผลลัพธ์ที่คิดว่าติดลบน้อย แต่จริง ๆ กลับติดลบมากกว่า

ดังนั้นฐานเสียงก็ย่อมต้องเสียไปบ้างอีกทั้งกระแสชาตินิยมจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ทหารเข้ามามีบทบาทแก้ไขปัญหา ทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มหันกลับมามองกองทัพดีขึ้น ทั้ง ๆ ที่การเดินสายของแม่ทัพกุ้งเป็นเพียงตัวละครของฝ่ายอนุรักษ์นิยมเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่ทำให้สถานนะของพรรคประชาชนกลับเดือดร้อน "จากวันนี้ไปสู่การเลือกตั้ง ถ้าทำอะไรบางอย่างโดนใจอาจจะดีเท่าเดิมแต่โอกาสอาจจะน้อย สีส้มกำลังอยู่ในช่วงขาลงซึ่งอาจจะไม่เป็นไปตามใจของแกนนำพรรคที่หวังไว้” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์กล่าว

สำหรับประเด็นที่พรรคประชาชนจะมีการเตรียมเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งในครม.ก่อนการเลือกตั้งในปีหน้า ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ มองว่าหากใช้ “ทฤษฎีดาวฤกษ์แสงตะวัน” ก็ต้องถามว่าใครจะมาเป็นแสงตะวัน, สปอตไลต์, แสงเทียน, หลอดไฟ, หิ่งห้อย แต่ถ้าบุคคลเหล่านั้นเป็นเพียงหิ่งห้อยก็อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะเรียกฐานเสียงกลับมา เพราะที่ผ่านมา สส.ส่วนใหญ่ยังไม่เคยเป็นรัฐบาลและไม่มีประสบการณ์เยอะในชีวิต เป็น First jobber ประชาชนก็หวั่น แต่อย่างไรก็ต้องลองดู

ที่ผ่านมาทั้งพรรคอนาคตใหม่, พรรคก้าวไกล นับว่าเป็นดาวฤกษ์ไหม ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นกลไกหลักที่มีความสำคัญของพรรค เขาอาจะเป็น สปอตไลต์แต่ไม่ใช่ดาวฤกษ์ ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีพรรคไหนทำได้เหมือนพรรคประชาชน ซึ่งถ้าคนต่อไปที่จะมาเปิดตัวนั้นจะเป็นใครหรือจะเป็นคนนอก แต่อาจจะถูกมองว่าจะเป็นการชุบมือเปิบหรือเปล่า

ทฤษฎีแสงอาทิตย์ :   เมื่อการเมืองไทยต้องนำด้วยแสง…แสงที่ดีงามทั้งความเก่งและความกล้า

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ระบุว่า ผู้นำแสงอาทิตย์ต้องเป็นคนที่มีแสงด้วยตนเองโดยไม่ใช้แสงคนอื่น กล่าวคือ มีคุณงามความดีมายาวนานในสังคม และเป็นที่รู้จักข้วางขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถทำให้คนนับถือเต็มใจได้   ต้องรู้วิธีพาความรู้สึกนึกคิดประชาชนไปด้วยกันได้ต้องมีความรู้ ความสามมารถเพื่อ ดูแลประเทศได้ทุก ๆ มิติ อีกทั้งต้องบูรณาการได้ทุกกระทรวง ไม่ใช่แค่เก่งเฉพาะด้าน ถ้าแบบนั้นคือลักษณะของสปอตไลต์ ด้านเศรษฐกิจ ด้านการศึกษา แต่แสงอาทิตย์ต้องฉายแสงรอบด้าน เพื่อนำประเทศไปข้างหน้าได้   

เมื่อคนที่เป็นสปอตไลต์ต้องเป็นชื่อที่ใคร ๆ พูดมาต้องรู้จัก ยิ่งไปกว่านั้นคนที่เป็นแสงอาทิตย์ก็ต้องยิ่งรู้จัก เพื่อที่ประชาชนจะไว้ใจ ซึ่งคนแบบนี้หาได้ยาก เขากล่าวเสริมว่า เพราะมี “ลี กวน ยู” ประเทศสิงคโปร์ถึงไปได้ไกล ซึ่งไม่ได้หาง่าย ๆ ในการตามล่ามาให้ประเทศไทย ผมพยายามตามล่ามาเยอะให้ประเทศไทย เพราะประเทศไทยแก้ไขแค่บางจุดเพื่อได้ผลแค่ระยะสั้น ๆ ไม่ได้ ต้องได้ทั้งสั้น กลาง ยาว ถ้าไม่มีผู้นำแสงอาทิตย์ก็เป็นเรื่องยาก แต่เมื่อมีแสงอาทิตย์แล้วสปอตไลต์ก็จะมาตามเพื่อดึงแสงอื่น ๆ มาทำงานร่วมกันเป็นทีมต่อไป ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าว

ดังนั้นขึ้นอยู่กับชะตากรรมของประเทศไทยว่าจะสามารถหาแสงอาทิตย์ได้หรือไม่ แล้วพวกเขาจะยอมมาร่วมด้วยหรือเปล่า เพราะไม่ใช่ว่าจะตัดสินใจได้เอง แต่ต้องมีบรรยากาศที่ทำให้เกิดดุลยภาพที่ประชาชนอยากให้มา เพราะกติกาขีดไว้ให้เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งหัวหน้าพรรคก็มาจากการที่ต้องมีนายทุนฮั้วมาแบ่งผลประโยชน์กัน พรรคส่วนใหญ่มีราคาและต้นทุนในการทำพรรค แม้จะสุจริตหรือไม่ก็ตามคนส่วนใหญ่ก็มาด้วยการรับจ้างไม่ได้มาด้วยจิตสำนึกทางอุดมการณ์ทางการเมืองจำนวนมากเป็นอาชีพ “คุณก็ต้องไปซื้อ สส.มา ผลเลือกตั้งก็แสดงให้เห็นว่าบ้านใหญ่ชนะเลือกตั้ง ยกเว้นสส.บัญชีรายชื่อบางส่วน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วโอกาสที่ประเทศไทยจะได้พรรคที่เกินครึ่งเพื่อจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลนั้นยากมาก เพราะบ้านใหญ่ยังคุมอยู่” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าว

เขากล่าวย้ำว่า พรรคที่เป็นแสงตะวันได้อย่างสุจริตก็ทำไม่ได้ เพราะจะเอาเงินจากไหน โจทย์นี้ไม่ง่ายเลย ดังนั้นคนไทยต้องรวมตัวกันจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยหาแสงอาทิตย์มา เราต้องมีทั้งแรงมีสมองมีเงินโดยไม่เอาคืน พรรคก็จะสุจริต แต่คนส่วนใหญ่ที่จ่ายเงินเพื่อการเมืองก็คือนายทุนแค่ไม่กี่คน ซึ่งพวกเขาก็ต้องเอาคืนอยู่แล้วดังนั้นจะสามารถเป็นแสงตะวันที่สุจริตได้อย่างไร

ความคาดหวังในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ระบุว่า “สิ่งที่ผมหวังและสิ่งที่จะเป็นแตกต่างกัน หากถามถึงสิ่งที่หวัง คือ การเมืองที่มีผู้นำเป็นแสงอาทิตย์ เพื่อดึงดูดสปอตไลท์ หลอดไฟ แสงเทียน หิ่งห้อย และกองทัพมด เพื่อที่จะแลนด์สไลด์ ปิดฉากการเมืองแบบเดิม ๆ และ นำประเทศไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง”

โดยเขามองว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของประเทศไทย หากประเทศไทยไม่สามารถกลับมายืนได้ ภายใน 5 ปี ประเทศไทยจะดิ่งลงเหว

แต่ในโลกความเป็นจริง ภาพการณ์ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น คือ “วังวนการเมืองน้ำเน่าแบบเดิม” หากปราศจากการร่วมแรงร่วมใจ ประเทศไทยก็จะตกลงเหว เพราะการเมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องผลประโยชน์

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ คาดหวังพรรคการเมืองใหม่ที่มี “พระอาทิตย์เป็นผู้นำ” และ มี “คนทุกรุ่น” ทำงานร่วมกันด้วยความสุจริต ปราบคอร์รัปชัน ทำประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ และ นำพาประเทศไทยไปสู่จุดที่ฝัน

ภาพ : Chayanan Deekaew

Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news



  Frame 4.png   Frame 5.png   Frame 2.png   Frame 3.png

273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400

Email reporter@sapnewsth.com

Tel. 099 569 5964