'อัครเดช' ประธานกมธ.อุตสาหกรรม ชวนมองมุมกลับ 'MOU แร่แรร์เอิร์ธ' ไทย-สหรัฐฯ โอกาสของประเทศไทยสู่เทรนด์ใหม่ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

2025-11-06 10:16 Punyaphon Rakcharoen

จากประเด็นร้อนที่สหรัฐฯ-ไทยร่วมลงนามข้อตกลงบันทึกความเข้าใจเรื่องแร่ธาตุหายาก (Rare Earth Elements: REE) (MOU: Memorandum of Understanding between The Government of The United States of America and The Government of The Kingdom of Thailand Concerning Cooperation to Diversify Global Critical Minerals Supply Chains and Promote Investments) ท่ามกลางความเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมในการควบคุมการส่งออกแร่หายากจากจีนในฐานะผู้ครองตลาดแร่แรร์เอิร์ธอันดับหนึ่งของโลก โดยการร่วมลงนามในครั้งนี้ระหว่างสหรัฐอเมริกา และ ไทยถือเป็นการร่วมสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานเศรษฐกิจและการลงทุนระดับโลก จากการประกาศปิดกั้นการเข้าถึงแหล่งแร่แร์เอิร์ธแก่สหรัฐฯ ผลจากการตอบโต้ทางการค้าของทั้งสองประเทศมหาอำนาจนี้ได้นำมาสู่การหาความร่วมมือใหม่ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สถานการณ์อุตสาหกรรม ‘แร่หายาก’ ในประเทศไทย

ร่วมพูดคุยกับ อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผูแทนราษฎร จังหวัดราชบุรี และประธานคณะกรรมมาธิการการอุตสาหกรรม เขาอธิบายว่าแร่หายากหรือแรร์เอิร์ธในประเทศไทยที่สามารถพบได้ในประเทศไทย ได้แก่ โมนาไซด์ และ ซิโนไทม์ ซึ่งเป็นแร่ที่อยู่ตามแนวเทือกเขาและเป็งองค์ประกอบหลักในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์   ในส่วนของแรร์เอิร์ธที่เป็นแร่หายากสามารถพบกระจายตัวตามแนวเทือกเขาตั้งแต่ทิศตะวันตกของไทย ตั้งแต่จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ การสำรวจในประเทศไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ลิเธียมจะไม่ได้อยู่ในส่วนของแร่ที่เป็นแรร์เอิร์ธแต่แร่ลิเธียมอยู่ในแนวภูเขาที่อยู่ในเหมืองแร่ดีบุกเก่า ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีแหล่งแร่หายากในเชิงพาณิชย์เป็นของตัวเอง เป็นเพียงผู้ ‘แต่งแร่’ เพื่อส่งออกเท่านั้น เขากล่าวเสริมว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเชิงพาณิชย์แม้แต่แหล่งเดียว ซึ่งตัวเลขที่ผ่านมาเป็นเพียงการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธที่เกิดจากการนำเข้าแร่จากต้นน้ำต่างประเทศ จากนั้นนำมา ‘แต่งแร่’ แล้วส่งออกไปยังต่างประเทศ เพราะฉะนั้นส่วนของการทำเหมืองแร่ยังไม่มีการทำเหมืองแร่ในเชิงพาณิชย์

ประเทศไทยพร้อมเข้าสู่เทรนด์ใหม่ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต?

จากข้อมูลการกระจายตัวของการผลิตแร่ธาตุหายากทั่วโลก (USGS) เผยว่าประเทศไทยมีการผลิตแร่แรร์เอิร์ธปริมาณ 13,000 เมตริกตัน และเป็นอันดับที่ 5 ของโลก อัครเดช กล่าวว่า เมื่อเทียบกับปริมาณแร่หายากก็ถือว่าเยอะพอสมควร จึงถือว่าเป็นแร่ที่มีความสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ไม่ว่าจะเป็นพลังงานสะอาด อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ อุตสาหกรรมพลังงานทางเลือก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องใช้แร่แรร์เอิร์ธที่เป็นแร่ต้นน้ำที่ใช้ในการผลิตสินค้าที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าในครัวเรือน สินค้าในชีวิตประจำวัน สินค้าด้านความมั่นคง และอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ ซึ่งเหล่านี้ล้วนมีความจำเป็นต้องใช้แร่แรร์เอิร์ธทั้งนั้น ดังนั้นแล้วถือว่าแร่แรร์เอิร์ธเป็นเทรนด์ใหม่ในอุตสาหกรรมในอนาคต

สหรัฐฯ จับมือลงนาม MOU ไทย - มาเลเซีย - ญี่ปุ่น

สำหรับการลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างผู้เข้าร่วมในการพัฒนา และขยายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ อัครเดช กล่าวถึง การลงนามข้อตกลงนี้ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่ร่วมลงนาม ด้านสหรัฐฯ เองก็มีการไปลงนามร่วมกับประเทศญี่ปุ่นและมาเลเซีย ซึ่ง MOU เหล่านี้มีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสำหรับประเทศไทยเราเน้นในเรื่องของการศึกษา การวิจัย และการสำรวจ ไม่ใช่การลงทุน ส่วนของญี่ปุ่น มาเลเซีย มีรายละเอียดเยอะกว่าเรามากในการร่วมกันดำเนินการในประเด็นการศึกษา การวิจัย การสำรวจเสียด้วยซ้ำ ซึ่งไทยไม่ได้มุ่งเน้นในทิศทางดังกล่าว อีกทั้งการลงนามครั้งนี้รัฐบาลทั้งสองฝ่ายได้ถือว่าเป็นการพัฒนาในเรื่องของการศึกษา เทคโนโลยี การถ่ายโอนความรู้ ในเรื่องของการสำรวจ การแปรรูป ที่ทางสหรัฐฯ ต้องมีให้กับไทย

มอง MOU ในมุมกลับ-ลดอคติ ในเมื่อข้อตกลงยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้

อัครเดช กล่าวว่า หากไม่อคติเรื่องของการเมืองและมองเนื้อหาของ MOU อย่างแท้จริง ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นประโยชน์ให้กับประเทศไทยในเรื่องของการวิจัย การศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ดังนั้นทางสหรัฐฯเข้ามาเสนอให้เรื่องของเทคโนโลยี และองค์ความรู้ต่าง ๆ จะทำให้เกิดการพัฒนาซึ่งเป็นประโยชน์กับประเทศไทยในอนาคต อีกทั้ง MOU นี้ สามารถที่จะยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ ทางสหรัฐฯเองก็ยกเลิกเราเมื่อไหร่ก็ได้เช่นกัน ดังนั้นไม่ได้มีข้อผูกพันที่ตนคิดว่าจะเป็นพิษภัยและอันตรายต่อประเทศไทย และมองว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนควรจะต้องรับรู้ เพื่อให้การดำเนินการเรื่องแร่แรร์เอิร์ธเป็นไปอย่างตอบสนองต่อสถานการณ์ของโลก

การลงนามขาดหลักธรรมาภิบาล -ไม่ชี้แจงต่อประชาชน และจำเป็นหรือไม่ที่ต้องผ่านความเห็นชอบสภาฯ

กรณีถูกมองว่าเป็นการขาดหลักธรรมาภิบาลหรือไม่ อัครเดช กล่าวว่า ในรัฐธรรมนูญมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการทำข้อตกลงลักษณะนี้ไว้ที่จะต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา รัฐสภาในสมัยที่ตนปฏิบัติหน้าที่ (สมัยชุดที่ 25) ไทยมีการไปลงนาม FTA และข้อผูกพันต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับรัฐต่อรัฐ ร่วมกับประเทศออสเตรเลียหรือทางสหภาพยุโรปก็ล้วนต้องผ่านสภาฯ ซึ่งเราก็ต้องมาดูในรายละเอียดด้วยว่าการเซ็นลงนามข้อตกลงต่าง ๆ นั้น เข้าหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ซึ่งในบางประเด็นเป็นพียง MOU และไม่ได้มีข้อผูกพันอะไรก็เท่ากับว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ

โดยหน่วยงานที่กำกับดูแลคือกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพาณิชย์ ตนในฐานะวิปฝ่ายรัฐบาลก็มีความห่วงใยในตรงนี้ อัครเดชกล่าเสริมว่าในกรณีนี้ รัฐบาล และหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงการต่างประเทศ และหรือ กรพทรวงพาณิชย์ ได้พิจารณาแล้วว่าในรายละเอียดของ MOU ไม่มีข้อผูกพันอะไรที่จะสร้างภาระให้กับประเทศ จึงทำให้รัฐบาลไม่จำเป็นต้องเสนอในรัฐสภา

ส่วนประเด็นที่น่าสนใจคือ การขาดหลักธรรมาภิบาลและการเปิดเผยข้อมูลกับประชาชน   อัครเดชมองว่า เมื่อรัฐบาลลงนามแล้ว การให้ข้อมูลแก่สาธาระชนรับทราบนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น และทราบว่าทางกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้ โดยให้ผู้ที่มีความสนใจสามารถเข้ามาศึกษาได้

“การตีความ MOU ที่เป็นเพียง wording   เป็นข้อความที่สามารถตีความได้แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นการวิพากษ์วิจารณ์ ก็ควรอยู่ในพื้นฐานของความสุจริตใจและข้อกฏหมาย ข้อมูล ข้อเท็จจริง ไม่อยากเอาอคติทางการเมืองที่ว่าเราไม่ชอบรัฐบาล หรือ นายกฯ แล้วเราก็คิดว่าอะไรที่ทำแล้วก็ผิดไปหมด เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ   ต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่ประชาชนที่ต้องช่วยกันในการพิจารณาในการรับทราบข้อมูล” อัครเดช กล่าว

เมื่อจีนเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ขณะที่สหรัฐฯเดินหน้าจับมือลงนามกับหลายประเทศ ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนอะไร

สำหรับประเด็นของประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐฯ และ จีน อัครเดช กล่าวว่า ขณะนี้ทั้งสองประเทศเป็นมหาอำนาจทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการค้า หรือกองทัพ ฉะนั้นในประเด็นแร่แรร่เอิร์ธที่เป็นแร่ต้นน้ำซึ่งมีความสำคัญมากในอุตสาหกรรมต่างประเทศและอุตสาหกรรมขั้นสูงที่มีความสำคัญในอนาคต และจะกลายมาเป็นเทรนด์ใหม่ของโลกในเร็ว ๆ นี้ เขากล่าวเสริมว่าที่ผ่านมาต้องยอรับว่าสหรัฐฯ เองก็พึ่งพาจีนเช่นกัน โดยการนำเข้าแร่กับประเทศที่ที่มีปริมาณแร่สำรองเป็นอันดับหนึ่งของโลกเพื่อนำมาพัฒนาอุตสากรรมการค้าและการผลิตในประเทศ และเมื่อทั้งสองประเทศมีการกีดกันทางการค้า (Trade war) สหรัฐมีการเพิ่มกำแพงภาษีซึ่งประเทศจีนเองก็ได้มีมาตรการตอบโต้เช่นเดียวกัน

ดังนั้นแล้วการจำกัดการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่ประเทศจีนใช้เพื่อตอบโต้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน และเมื่อมีข้อจำกัดเหล่านี้สหรัฐฯจึงต้องพยายามหาแหล่งแร่แรร์สำรองและเป็นที่มาของการ่วมลงนาม กับประเทศญี่ปุ่น ไทย มาเลเซีย ซึ่งในอนาคตอาจเป็นที่สหภาพยุโรป เพื่อหาหาแหล่งสำรองในการสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจให้กับประเทศ   อย่างไรก็ตามจึงเป็นความจำเป็นที่สหรัฐฯ ต้องเดินหน้าแสวงหาความร่วมมือนี้เพื่อรองรับมาตรการตอบโต้ของจีนและความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ความคาดหวังที่มีต่อรัฐบาล 4 เดือน ก่อนยุบสภาฯ

อัครเดช กล่าวว่า ตนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมนั้น ต้องยอมรับว่าการสื่อสารเป็นเรื่องที่สำคัญ ดังนั้น รัฐบาลจะต้องสร้างความเข้าใจและสร้างการสื่อสารที่ถูกต้องและตรงไปตรงมากับประชาชน อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 5 พ.ศ. 68 นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการการอุตสาหกรรมได้มีการเชิญอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือในประเด็น การบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์จากแร่แรร์เอิร์ธของประเทศไทย และข้อมูล สถานการณ์ในปัจจุบันของแร่แแร์เอิร์ธ รวมไปถึงรายละเอียดของ MOU เพื่อแถลงให้แก่สาธารชนทราบ

อัครเดช ระบุว่า เวทีของกรรมาธิการนี้ถือว่าเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ฉะนั้นข้อมูลที่หน่วยงานภาครัฐให้เรามากลั่นกรองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และประธานกรรมาธิการ (กมธ.) จะถูกส่งตรงไปยังประชาชน และเกิดความน่าเชื่อถือให้แก่รัฐบาลว่าหน่วยงานที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติที่มีหน้าที่ในกาบริหาราชการแผ่นดินได้เข้ามารับทราบข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาว่า MOU ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างไรและมีข้อจำกัดอะไรที่ประชาชนควรต้องรับรู้   

ท้ายนี้ เขามองว่าเมื่อประชาชนได้ทราบถึงความตั้งใจจริง ความหวังดี และข้อจำกัดของรัฐบาลแล้วนั้น ในการที่จะตัองถูกกดดันอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่จากสหรัฐฯซึ่งตอนนี้เรายังไม่ทราบ รวมไปถึงความร่วมมือเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมแร่หายากในประเทศไทย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสามารถช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำต่าง ๆ ได้ ดังนั้นภายในระยะเวลา 4 เดือนนี้ก่อนจะมีการยุบสภาฯ เวทีของคณะกรรมาธิการจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยรัฐบาลชี้แจงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชนในอนาคตได้

ภาพ : SAP NEWS

Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news



  Frame 4.png   Frame 5.png   Frame 2.png   Frame 3.png

273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400

Email reporter@sapnewsth.com

Tel. 099 569 5964