
เมื่อประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาลงนามข้อตกลงการค้าแร่หายากร่วมกับประเทศไทย หรือ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่สำคัญระดับโลก
และส่งเสริมการลงทุน (MOU between the Government of the United States of America and the Government of the Kingdom of Thailand Concerning Cooperation to Diversify Global Critical Minerals Supply Chains and Promote Investment) ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ประเทศมาเลเซีย โดยกรมทรัพยากรธรณี ระบุว่า แร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth Elements) คือ กลุ่มธาตุโลหะสุดพิเศษ 17 ชนิด ประกอบไปด้วย กลุ่มธาตุแลนทาไนด์ 15 ชนิด ได้แก่ ซีเรียม (cerium), พราเซโอไดเมียม (praseodymium), นีโอไดเมียม (neodymium), โพรมีเทียม (promethium), ซามาเรียม (samarium), ยูโรเปียม (europium), แกโดลิเนียม (gadolinium), เทอร์เบียม (terbium), ดิสโพรเซียม (dysprosium), โฮลเมียม (holmium), เออร์เบียม (erbium), ทูเลียม (thulium), อิตเทอร์เบียม (ytterbium), ลูทีเทียม (lutetium) และแลนทานัม (lanthanum) และธาตุอีก 2 ชนิดคือ สแกนเดียม (Scandium) และ อิตเทรียม (Yttrium)
เป็นที่รู้กันดีว่าแร่แรร์เอิร์ธคือส่วนประกอบสำคัญในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ของใกล้ตัวมนุษย์อย่าง จอโทรศัพท์, แท็บเล็ต, คอมพิวเตอร์ ด้านยานยนต์ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า, กังหันลม, เรดาร์ ด้านการแพทย์ เช่น เครื่องสแกน MRI ไปจนถึงด้านความมั่นคงอย่าง อาวุธยุทโธปกรณ์ โดยหลายฝ่ายมองว่าบันทึกความเข้าใจนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดประตูสู่ห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของไทยสู่สายตาโลก ทั้งส่งเสริมการค้า การลงทุน ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่กระบวนการสำรวจแร่ไปจนถึงการสกัดแร่ การแปรรูป การกลั่น การรีไซเคิล และการกู้คืนแร่ธาตุสำคัญ ทว่า อีกด้านของข้อตกลงนี้จะทำให้ไทยต้องเผชิญกับการถูกขุดสำรวจแร่อย่างไม่เป็นธรรมและหายนะด้านสิ่งแวดล้อมที่ตามมา

Photo:สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ(USGS)
ปัจจุบันประเทศจีนคือผู้ครองตลาดแร่หายากรายใหญ่ ข้อมูลจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า ในปี 2024 จีนมีปริมาณการผลิตแร่ภายในประเทศอยู่ที่ 270,00 เมตตริกตัน และครอบครองแหล่งแร่นี้อยู่ที่ 44 ล้านตัน ด้านสหรัฐฯเอง ผลิตแรร์เอิร์ธได้ 45,000 เมตริกตัน และมีแหล่งสำรองเพียง 1.9 ล้านตันเท่านั้น หากหันมามองไทยมีปริมาณการผลิตแรร์เอิร์ธยู่ที่ 13,000 เมตริกตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2023 ถึง 261% หรือ 3.6 เท่า และยังมีแร่แรร์เอิร์ธในแหล่งสำรองถึง 4,500 ตัน แต่เมื่อผู้เล่นรายใหญ่อย่างประเทศจีนต้องการควบคุมการส่งออกแร่ไปยังสหรัฐฯ ผนวกกับสหรัฐต้องลดการพึ่งพาการซื้อแร่หายากจีน สหรัฐฯเองจึงพยายามผลักตนเองให้กลับมาครองตลาดแร่อีกครั้ง ด้วยการประสานความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อรักษาเส้นทางการส่งออกแร่หายากเหล่านี้ไว้
ข้อมูลจากกรมทรัพยากรณี ชี้ให้เห็นว่า "แร่แรร์เอิร์ธ" สามารถพบได้ในเนื้อหินเกือบทุกชนิดที่เป็นส่วนประกอบของเปลือกโลกซึ่งกระจายตัวอยู่ทางตะวันตกของประเทศไทย ตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคใต้ เช่น จ.เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ อุทัยธานี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา และสุราษฎร์ธานีแต่เมื่อกระบวนการผลิตแร่ที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจีนได้ออกกฎระเบียบเข้าควบคุมอุตสาหกรรมแร่ภายในประเทศ ทำให้เหมืองแร่หลายแห่งต้องปิดตัวลง และเริ่มหันมามองหาแหล่งเหมืองแร่อื่นทดแทน แน่นอนว่าเมียนมาผู้ผลิตแร่แรร์เอิรธ์เป็นอันดับที่ 3 ของโลกรองจากสหรัฐฯ อีกทั้งมีพรมแดนติดต่อกับจีน ทำให้เมียนมากลายเป็นแหล่งเหมืองแร่ขนาดใหญ่ที่มีจีนเข้ามาลงทุนในรัฐฉานและรัฐคะฉิ่น

Photo:shan human rights foundation (SHRF)
เมื่อราคามหาศาลที่ต้องจ่ายคืนให้สิ่งแวดล้อม เป็นผลจากกระบวนการผลิตแร่ที่ไม่เป็นธรรม
28 ตุลาคม 2568 มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (SHRF) เปิดเผยว่า บริษัทวิสาหกิจของจีนได้ขยายจำนวนเหมืองแร่แรร์เอิรธ์และเหมืองแร่ทองคำริมแม่น้ำกกในเมืองยอนและเมืองสาดของรัฐฉาน ประเทศเมียนมา โดยปัจจุบันพบเหมืองแร่แรร์เอิร์ธจำนวน 19 แห่งทางตะวันออกของรัฐฉานซึ่งห่างจากแม่น้ำโขงเพียง 40 กิโลเมตร อีกทั้งเป็นพื้นที่ภายใต้การควบคุมของกองกำลัง NDAA (กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา)
ซึ่งเหมืองแร่เหล่านี้ล้วนเป็นเหมืองแร่ที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาในประเทศเมียนมา ตั้งอยู่บนภูเขาระดับความสูง 1,200 -1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล และห่างจากพรมแดนประเทศจีน 4 กิโลเมตร ซึ่งพบว่าเหมืองแร่เหล่านี้มีการปล่อยน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีไปยังแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง

Photo:shan human rights foundation (SHRF)
จากการตรวจพบกระสอบบรรจุสารเคมีจำนวนหลายพันกระสอบอันเนื่องจากมาจากกระบวนการผลิตแร่จากต้นน้ำไปยังปลายน้ำจะต้องใช้วิธีสกัดแร่แบบชะละลาย (in-situ leaching) และต้องฉีดสารเคมีจำนวนมากเข้าไปในเชิงเขาเพื่อละลายแร่ออกมาก่อนเข้าสู่กระบวนการสกัดแร่เป็นลำดับถัดไป จึงถือว่ากระบวนการเหล่านี้เป็นตัวการทำให้เกิดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำทั้งผิวดินและใต้ดินรวมไปถึงชุมชนโดยรอบแม่น้ำ เนื่องจากไม่มีกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาของแร่ถึงกระบวนการบำบัดของเสียจากการทำเหมืองอย่างถูกต้อง

Photo:shan human rights foundation (SHRF)
รายงานยังระบุถึง ภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ได้แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมากของพื้นที่ทำเหมืองทองคำที่แหล่งต้นน้ำห่างจาก อำเภอท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทยเพียง 30 กิโลเมตรโดยมีการก่อสร้างโครงข่ายถนนและเหมืองแร่ใหม่บริเวณเชิงเขาที่มีป่า ทั้งยังมีการปล่อยกากของเสียซึ่งคือสารโลหะหนักไหลลงสู่แม่น้ำกกโดยตรง นอกจากนี้พบว่าในเดือนเมษายน 2568 มีการเพิ่มคำว่า “China Investment” ที่ระบุถึงตำแหน่งพื้นที่เหมืองแร่หายากของบริษัท China Investment Mining ใกล้กับเหมืองทองคำแต่ขณะนี้หมุดดังกล่าวได้ถูกลบออกไปแล้ว

Photo:shan human rights foundation (SHRF)

Photo: GeoThai.net
เมื่อแม่น้ำเปลี่ยนสี…สู่วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป
วิกฤตแม่น้ำกก สัญญานเตือนความมั่นคงห่วงโซ่อาหารชุมชน
แม่น้ำสายและแม่น้ำกกเป็นแม่น้ำกั้นกลางระหว่างไทยกับเมียนมามีต้นกำเนิดในรัฐฉาน บริเวณเมืองสาด เมืองยอน เมืองกก แม่น้ำสายรวก ไหลเข้าประเทศไทย ที่ อ.แม่สาย ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขง ที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ส่วนแม่น้ำกกมีต้นน้ำจากเมืองท่าขี้เหล็กในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ก่อนจะไหลเข้าสู่ประเทศไทยที่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และบรรจบกับแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสน จึงถือได้ว่ากว่า 285 กิโลเมตรของแม่น้ำกกเป็นเส้นทางที่มีความสำคัญทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ และชีวิตของผู้คนที่อยู่ริมฝั่งน้ำ และถือเป็นแม่น้ำเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนริมน้ำมายาวนานหลายชั่วอายุคน และอีกนับสิบชุมชน และเป็นแหล่งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่ามหาศาลให้แก่ทั้งจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่มาอย่างยาวนาน
ทว่า ปัญหาแม่น้ำข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นยังไม่หมดเพียงเท่านี้ จากแม่น้ำสายในอดีตที่กว้างใหญ่และเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์แก่มนุษย์และสัตว์น้ำมากมาย แต่เมื่อหันมากลับมามองทุกวันนี้ ชีวิตของคนแม่สายที่ต้องเผชิญที่ต้องน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2567 ที่ผ่านมา และยังคงมีแนวโน้มว่าจะเกิดซ้ำขึ้นอีกในอนาคต อีกทั้งชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหนักครั้งนี้ยังไม่ทราบถึงแนวทางในการรับมือกับภัยพิบัติ และทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถกู้เมืองกลับคืนมาได้อย่างเต็มร้อยเปอร์เซนต์ โดยปัญหาใหญ่คือ การที่ชาวบ้านต้องสัมผัสกับน้ำปนเปื้อนสารพิษโดยตรงและไม่อาจหลีกเหลี่ยงได้ โดยแม่น้ำที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่สายนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อความหายนะของแม่น้ำได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีแม่น้ำกกมีสีขุ่นผิดปกติบริเวณพื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทางสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 พบว่าแม่น้ำสายนี้กำลังเผชิญกับสารตะกั่วและสารหนูที่มีค่าเกินมาตรฐานเป็นเท่าตัว ด้านประมงเชียงรายได้ลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก พบสารหนูที่เกินค่ามาตรฐานด้วยเช่นเดียวกัน โดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตรวจคุณภาพน้ำและการปนเปื้อนสารโลหะหนักของแม่น้ำสาย โดยใช้ชุดตรวจโลหะหนักจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานสูงสุด 19 เท่า โดยข้อมูลของมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (SHRF) เปิดเผยว่า ตะกอนและดินโคลนจากน้ำท่วมหนักนั้นมีปริมาณโลหะหนักสูงโดยเฉพาะ สารตะกั่ว สารหนู นิกเกิล และสังกะสีที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองโดยตรง ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานความปลอดภัยถึง 18 เท่า ที่มีแหล่งที่มาจากเหมืองแร่ต้นน้ำในรัฐฉาน เขตอิทธิพลของว้ากับทุนจีน และกองทัพทหารเมียนมา

สถานการณ์คุณภาพตะกอนดินแม่น้ำกกและลําน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง ครั้งที่ 7
เมื่อวันที่ 22 – 26 กันยายน 2568 Photo: กรมควบคุมมลพิษ
จากการตรวจสอบ “แม่น้ำกก” พบจุดที่มีค่าสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ดังนี้
-KK09 สะพานเฉลิมพระเกียรติ 1 ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย มีค่าสารหนู 0.011 มก./ล.
-KK013 ต.ท่าข้าวเปลือก อ.แม่จัน มีค่าสารหนู 0.011 มก./ล.
ส่วนการตรวจสอบ “แม่น้ำโขง” พบจุดที่มีค่าสารหนูไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ดังนี้
-NK01 จุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำ ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย มีค่าสารหนู 0.014 มก./ล.
-NK02 ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย มีค่าสารหนู 0.013 มก./ล.
-NK03 บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย มีค่าสารหนู น้อยกว่า 0.011 มก./ล.
ส่วนการตรวจสอบ “แม่น้ำสาย” พบจุดที่มีค่าสารหนูไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ดังนี้
-SA01 บ้านหัวฝาย ต.แม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีค่าสารหนู 0.024 มก./ล.
-SA02 สะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 2 อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีค่าสารหนู 0.026 มก./ล.
-SA03 บ้านป่าซางงาม ม.6 ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีค่าสารหนู 0.022 มก./ล.
ปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษข้ามพรมแดนที่ยื้ดเยื้อมานานกว่าหลายเดือนส่งผลกระทบไปยังหลายฝ่าย ทั้งชาวบ้าน เกษตรกร และผู้ใช้น้ำกลายเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่คน หรือ ปลา ที่ต้องเผชิญกับหายนะเหล่านี้ แต่ความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ เศรษฐกิจ วิถีชีวิต ของพวกเขากำลังค่อย ๆ หายไป สิ่งที่กังวลคือในระยะยาวหากปัญหานี้รัฐยังแก้ไขไม่ได้ เราอาจกล่าวได้ว่านี่คือ ‘อาชญากรรมด้านสิ่งแวดล้อม’ และเมื่อความมั่นคงทางอาหารของชาวบ้านค่อย ๆ หายไปพร้อม ๆ กับความไว้วางใจที่มีต่ออาหารและน้ำซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต แม้ผลตรวจในบางครั้งไม่เกินค่ามาตรฐานแต่นั่นก็ไม่ได้ความว่าจะไม่มีสารอันตรายเหล่านี้ ทั้งสารหนูและสารโลหะหนักเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเริ่มสะสมภายในร่างกายและส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งการสัมผัสน้ำก็มีความเสียงต่อการเกิดโรคไม่ว่าจะเป็นโรคผิวหนังและมะเร็งที่มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายด้านสาธารณะสุขที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงการเยียวยาแก่เกษตรที่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำต้นทางอย่างแม่น้ำกก แต่สิ่งที่เราไม่สามารถมองข้ามไปได้เลยคือ ‘สายสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสายน้ำที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนที่กำลังเลือนหายไป’

ทองคำ อินพรม ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำ ต.ศรีเมืองชุม อ.แม่สาย จ.เชียงราย
นายทองคำ อินพรม ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำ ต.ศรีเมืองชุม อ.แม่สาย จ.เชียงราย เล่าว่า เกษตรกรมีความกังวลในการใช้น้ำปนเปื้อนเพื่อการทำเกษตรสูงขึ้นทุกวัน นาข้าวพื้นที่กว่า 60,000 ไร่ ล้วนจำเป็นต้องใช้น้ำจากแม่น้ำกกทั้งสิ้นที่ได้รับผลกระทบและทวีคูณหนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่แนวทางการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐนั้นกลับไม่เคยปรากฎ “ถึงแม้วันนี้สารพิษยังไม่หนัก เรากลัวว่ามันจะเกินค่ามาตรฐานเพราะถ้ามันเกินค่าแล้ว พืชผลการเกษตรของเราหลัก ๆ คืออการทำนา ถ้าข้าวมีสารพิษมันจะเป็นปัญหาที่สุด ถ้าขายข้าวไม่ได้ เกษตรกรเราก็อยู่ไม่ได้”นายทองคำ กล่าว

ดร.สืบสกุล กิจนุกร เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง
อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
ด้าน ดร.สืบสกุล กิจนุกร เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดเผยถึงตัวเลขเกษตรกรในจังหวัดเชียงรายกว่า 14,638 ราย และพื้นที่นาข้าวกว่า 130,881 ไร่ จะต้องใช้น้ำที่ปนเปื้อนสารพิษ และจากการตรวสอบสารโลหะหนัก 66 ตัวอย่าง ในผลผลิตทางการเกษตรพบว่าเจอสารหนูในพืช 17 ตัวอย่าง เจอแคชเมียม 54 ตัวอย่าง เจอตะกั่ว 17 ตัวอย่าง แต่ภาครัฐกลับบอกเราว่ามันไม่เกินค่ามาตรฐาน อีกทั้งกว่า 60 ชุมชนประมงในแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง ชาวประมงต้องงดจับปลาเพราะกลัวสารโลหะหนัก แต่กรมประมงได้ตรวจเจอสารปรอทในปลา ซึ่งขณะนี้ชาวประมงเริ่มหันกลับไปจับปลาเพื่อบริโภค-จำหน่ายให้คนในท้องถิ่นอีกครั้ง นั่นหมายความว่า พวกเรากำลังบริโภคปลาที่มีสารโลหะหนักอยู่ ตอนนี้เราอาจจะไม่มีปลาที่เป็นตุ่ม-แผล แต่เรามีปลาที่มีสารโลหะหนักและรับเข้ามาผ่านการบริโภคปลา น้ำ พืช ข้าว แม้ผลตรวจปลาและน้ำ ในบางครั้งแม้ไม่เกินค่ามาตรฐานแต่ความกังวลและหวาดกลัวในห่วงโซ่อาหารของชาวบ้านไม่เคยหายไป

คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน

“เมื่อรัฐบาลขาดการสื่อสารที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา เพื่อให้ประชาชนรับรู้ถึงความเลวร้าย
ของสถานการณ์ กล่าวคือ ชาวบ้านคือผู้รับกรรมโดยตรง ไม่มีวิธีการรับมือ ไม่มีการฟื้นฟูแม่น้ำ
ไม่มีหนทางที่ชัดเจนในการคืนวิถีชีวิตกลับสู่คุณภาพชีวิตที่เคยสมบูรณ์แบบ”

คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน
เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน ลงพื้นที่ร่วมกับ กรมทรัพยากรน้ำ กรมควบคุมมลพิษ กรมวิทยาศาสตร์ เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำประปาหมู่บ้านและข้าวนาปีที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษข้ามแดน นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.เชียงใหม่ (สส.) พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกมธฯ กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ของรัฐบาล ณ ขณะนี้ คือ “การสื่อสารกับประชาชน” เพราะพวกเขามีความกังวลต่อการใช้น้ำและไม่ทราบถึงการตรวจพบสารหนูในประชาชนชาวเชียงรายอีกทั้งการขาดแคลนงบประมาณที่ถือเป็นอีกปัจจัยหลักในการแก้ปัญหาครั้งนี้ ดังนั้นแล้วภาครัฐควรนำสิ่งที่เกิดขึ้นประชาชนจริง ๆ มาเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหา

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.เชียงใหม่ (สส.) พรรคประชาชน
“ เพราะเป็นปัญหาที่ใหญ่มากแต่ทุกวันนี้ทุกหน่วยงานตรวจคุณภาพน้ำ โดยไม่มีงบประมาณ ต้องไปดึง ไปเกลี่ยงบประมาณจากที่อื่นมาใช้ ปัจจุบันกรมควบคุมมลพิษต้องการตรวจคุณภาพน้ำจากเมื่อก่อนที่ตรวจ 2 ครั้งต่อเดือน แต่ตอนนี้ต้องเปลี่ยนเป็น 2 เดือนต่อครั้งแทน เพราะไม่มีงบประมาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนควรจะได้แต่กลับไม่ได้เพราะรัฐไม่จัดสรรงบประมาณให้ไม่เพียงพอ” ภัทรพงษ์ กล่าว

ดร.สืบสกุล กิจนุกร เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง
อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
ด้านสืบสกุล กล่าวเสริมว่า ภาครัฐจะมีการรับมือสำหรับปัญหานี้เพราะขณะนี้ไม่มีแม้แต่มาตรการในการปรับปรุงระบบจัดการน้ำของประปาหมู่บ้าน ดังนั้นความจำเป็นเร่งด่วนในเวลานี้ คือ การจัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่มาทดแทนแม่น้ำกก เพราะเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังมีความจำเป็นต้องใช้น้ำ 100% ที่ ณ ขณะนี้แหล่งน้ำเหล่านั้นมีการปนเปื้อนสารพิษอยู่ โดยทางการประปาส่วนภูมิภาคได้เตรียมพร้อมแล้วแต่ยังคงต้องการงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อผลักดันให้สำเร็จ
นอกจากนี้ความกังวลในห่วงโซ่อาหารยังคงไม่หายไป ถึงแม้จะมีการเฝ้าระวังในการสุ่มตรวจตัวอย่างน้ำและพืชผัก แต่นั่นเป็นเพียงการตรวจสอบเท่านั้น ไม่ได้นำไปสู่มาตรการในการแก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งทำให้เราเสียโอกาสในการปกป้องเกษตรกรและผู้บริโภค อีกทั้งยังขาดข้อมูลในการสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาถึงวิธีในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเพราะเรายังต้องอยู่กับสารโลหะหนักอีกหลายปี
อีกทั้ง สืบสกุลเน้นย้ำถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุซึ่งรัฐบาลยังไม่เคยทำ นั่นคือการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาและจีน เพราะเป็นก้าวสำคัญที่ไทยต้องเร่งเดินหน้าเจรจาหาทางออกทันที และไทยต้องยุติการนำเข้าแร่เป็นการชั่วคราวจากเมียนมา เพื่อตรวจสอบแหล่งที่มาของแร่ว่าเหมืองเหล่านั้นได้ทำลายสิ่งแวดล้อมหรือไม่

Phot :เชียงรายสนทนา

รักษ์ดาว พริทชาร์ด ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง
ด้าน นางรักษ์ดาว พริทชาร์ด ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง เดินหน้ากดดันรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล อย่างต่อเนื่องกับข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ในระยะเวลา 4 เดือน เพื่อปกป้องสิทธิประชาชนและฟื้นฟูระบบนิเวศลุ่มน้ำชายแดนเหนือ
“เราตื่นตัวในประเด็นนี้มาตั้งแต่ต้นปี ดังนั้นการผลักดันให้ดีกว่านี้สำคัญมากซึ่งสิ่งที่ค้างคาอยู่ตอนนี้คือ ศูนย์ตรวจสารของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งยังคงต้องรองบประมาณเพื่อผลักดันให้เกิดขึ้นจริง อีกทั้งขณะนี้กำลังจะหมด term ของรัฐบาล 4 เดือน ต้องมีการสานต่อ อย่างมี commitment คือคุณต้องฟันธงว่าเราต้องได้ศูนย์ตรวจสารเพื่อวิถีชีวิตที่ดีของประชาชน” รักษ์ดาว กล่าว

ตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ
“เราต้องช่วยกันเผยแพร่ความหายนะนี้ มันเป็นระเบิดเวลา เราต้องมีความเข้าใจกับปัญหา ตอนนี้อาจดูเหมือนไกลตัว แต่ในวันข้างหน้ามันจะกลายเป็นระเบิดลูกใหญ่”
ตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาด้วยการประชุมระดับจังหวัดนั้นไม่เพียงพอและไม่มีผล เราต้องข้ามไปประดับนานาชาติคือเมียนมา แต่จริง ๆ แล้วต้นเหตุคือรัฐบาลจีนซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหานี้ ประชาชนชาวเชียงรายรับรู้เรื่องนี้น้อยมากและแทบจะไม่เข้าใจว่าสารพิษก่อให้เกิดผลอันตรายแค่ไหน
สุดท้ายนี้ เหมืองแร่แรร์เอิร์ธอาจเป็นกุญแจสำคัญสำหรับหลาย ๆ ประเทศเพื่อใช้เปิดประตูสู่ห่วงโซ่อุปทานแร่ของโลก แต่ขณะเดียวกันเราต้องไม่ลืมว่าชาวบ้านผู้ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่อดีตเคยสวยงามและเต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวจะยังคงต้องเผชิญกับหายนะที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ริเริ่ม
ภาพ : Witchagorn Kitwet
Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news
273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
Email reporter@sapnewsth.com
Tel. 099 569 5964