SAPM Talk Ep.1 จีน–สหรัฐฯ เกมอำนาจใหญ่ บทพิสูจน์การทูตไทย บนสมการไทย–กัมพูชา

2026-01-29 19:53 Khanisorn Lorthongdaeng

20260417-120135.png

SAP Talk Ep.1 ของสำนักข่าว SAP News ได้มีโอกาสพูดคุยกับ นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ในหัวข้อ ”จีน–สหรัฐฯ เกมอำนาจใหญ่ บทพิสูจน์การทูตไทย บนสมการไทย–กัมพูชา“ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ จนเป็นที่จับตามองของนานาชาติ ว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบหรือไม่ และวางแนวทางให้ประเทศผ่านพ้นปัญหาในครั้งนี้ไปได้อย่างไร

ความแตกต่างระหว่างศูนย์เฉพาะกิจ บริหารสถานการณ์ บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) , ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา   , ศูนย์ประสานข้อมูลข่าวสารร่วม ไทย-กัมพูชา แตกต่างกันอย่างไร ?

นางมาระตีกล่าวว่า แตกต่างกัน   ศบ.ทก. กับ ศูนย์แถลงข่าวร่วม ฯ มีรูปแบบการนำเสนอข้อมูลที่ไม่เหมือนกันเลย โดยในช่วง ศบ.ทก.ก่อนที่จะออกแถลงข่าวจะต้องมีการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลากหลายหน่วยงานมาก ๆ ในแต่ละครั้งเพราะรายละเอียดค่อนข้างเยอะ ซึ่งมันทำให้เราใช้เวลานานกับการแลกเปลี่ยนข้อมูล กว่าจะถึงจุดที่เราจะเข้าใจข้อมูลว่าเราจะสื่อสารประเด็นอะไรให้กับประชาชนให้เข้าใจ ก็เป็นช่วงเวลาที่เราจะต้องออกไปสื่อสารแล้ว มันจึงทำให้ต้องมีสคริปต์ที่ชัดเจน เพราะเรามีความกังวลที่จะออกนอกสคริปต์ แต่ในช่วงของศูนย์แถลงข่าวร่วม ฯ ก็มีรูปแบบการทำงานที่ปรับเปลี่ยนและกระชับมากขึ้น ในการที่จะนำเสนอประเด็นข่าว โดยมีหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมประชุมและนำเสนอข้อมูลในแต่ละด้านที่รับผิดชอบ

มองว่าในมุมมองของไทยบทบาทของจีนและสหรัฐฯ ในประเด็นของไทย–กัมพูชา เป็นโอกาสหรือความเสี่ยงมากกว่ากัน ?

นางมาระตีมองว่าเป็นโอกาสแน่นอน ทุกเรื่องในโลกนี้มีความเสี่ยง แต่การที่เราจะดึงให้เป็นโอกาสมากขึ้นนั้น คือหลักการและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ในส่วนของฝ่ายไทยอย่างเช่นกรณีการปะทะกันระหว่างไทยกัมพูชา เรามีแนวทางชัดเจนว่าจะต้องแก้ไขระหว่าง 2 ประเทศ โดยมีกลไกทวิภาคี ที่หลากหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจทำหลักเขตแดน เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ต้องกลัวหรือมีความระแวงพอมีประเทศอื่นในการแสดงบทบาท แต่เราก็อยากให้การแสดงบทบาทนั้นเป็นบทบาทที่สร้างสรรค์ ซึ่งเราก็อยากมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ โดยที่ทางประเทศมหาอำนาจและประเทศอื่น สามารถเข้ามาแสดงบทบาทในกรอบของอาเซียนเป็นการเฉพาะ อาเซียนเราให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพราะว่าเป็นองค์กรที่ส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ประเทศอยู่นอกอาเซียนให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของสมาชิกอาเซียนได้มากที่สุด

ท่าทีของมหาอำนาจทั้ง 2 ประเทศ ส่งผลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายต่างประเทศของไทยอย่างไร ?

นางมาระตีกล่าวว่า ท่าทีของมหาอำนาจทั้ง 2 ประเทศ ไม่ได้ส่งผลต่อประเทศไทยในแง่ที่เสียเปรียบ เพราะนโยบายต่างประเทศตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนและของประเทศเป็นสำคัญ และปฏิสัมพันธ์ที่ประเทศไทยมีต่อประเทศอื่นนั้นก็ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนคนไทย

หากเปรียบเทียบท่าทีของจีนและสหรัฐฯ ประเทศใดมีอิทธิพล และส่งผลกระทบต่อทิศทางความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชามากกว่า ?

นางมาระตีกล่าวว่า ตามจริงประเทศอื่นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่ประเทศไทยมีกับอีกประเทศเท่าไหร่นัก เพราะว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ มันเป็นเรื่องของ 2 ประเทศ ในส่วนของประเทศจีนก็เป็นประเทศที่เป็นมิตรกับประเทศอื่นในอาเซียน เพราะเป็นประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย ในส่วนของประเทศสหรัฐ ฯ เป็นประเทศที่อยู่ไกล แต่ก็เป็นประเทศส่งออกค่านิยมบางอย่างจนเป็นที่ยอมรับของหลายประเทศในประชาคมระหว่างประเทศ ฉะนั้นในส่วนของความสัมพันธ์ประเทศสหรัฐ ฯ และประเทศไทย ก็มีความร่วมมือกันมาอย่างยาวนานโดยเฉพาะในเรื่องความมั่นคง อย่างเช่น ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 กองทัพไทย และกองกำลังทางบกสหรัฐฯภาคพื้นแปซิฟิก เตรียมพร้อมการฝึกคอบร้าโกลด์ 2026

ไทยควรใช้กลไกระดับภูมิภาค เช่น กลไกระดับอาเซียน เพื่อลดแรงกดดันจากมหาอำนาจอย่างไร ?

นางมาระตีกล่าวว่า เรามีกลไกแล้ว แต่กลไกระดับอาเซียนนั้น ไม่อยากที่จะใช้คำว่าลดแรงกดดัน จริง ๆ มันคือการเสริมบทบาทสร้างสรรค์ของประเทศที่อยู่นอกอาเซียนโดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจ กลไกอาเซียนมีหลายกลไกแล้วแต่ความจำเป็นที่จะหยิบมาใช้ และความเข้มแข็งขององค์กรอาเซียน ก็จะสะท้อนให้กับประชาคมระหว่างประเทศเห็นว่าองค์กรอาเซียนสามารถที่จะบริหารจัดการประเด็นปัญหาหรือประเด็นขัดแย้งระหว่างรัฐสมาชิกกับรัฐสมาชิก ในบริบทของสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา ก็อยู่ในสัดส่วนของความมั่นคงที่เห็นได้ชัดคือ คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ที่เป็นกลไกของอาเซียนขึ้นมาเพื่อที่จะสังเกตการณ์ของแต่ละฝ่ายว่าเราได้มีการปฏิบัติตามข้อต่าง ๆ ในการลงนามถ้อยแถลงการณ์ร่วม ฯ (Joint Statement) มากน้อยเพียงใด

ในเดือนมกราคม 2569 สหรัฐฯ ประกาศระงับวีซ่าตรวจคนเข้าเมืองสำหรับ 75 ประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย โดยมองว่าเป็นการส่งสัญญาณเตือน ต่อท่าทีทางการทูตของไทย หรือไม่ ?

นางมาระตีกล่าวว่า ไม่เลย สิ่งที่สหรัฐ ฯ ระงับ คือการพิจารณาวีซ่าสำหรับคนที่อยากจะย้ายถิ่นฐานแบบถาวร ไม่ได้เกี่ยวกับวีซ่าประเภทอื่น เช่น วีซ่าที่คนไทยใช้ในการท่องเที่ยว ทำธุรกิจ เรียนหนังสือ หรือทำงาน อีกทั้ง ปัจจุบันความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ กำลังมีพลวัตที่ดีมาก ในการขยายความร่วมมือส่งเสริมในมิติต่าง ๆ ที่มากขึ้น

ประเทศไทยมองว่าบทบาทของจีนและสหรัฐฯ ในประเด็นไทย-กัมพูชา เป็นหน้าต่างแห่งโอกาส ในการแก้ความขัดแย้ง หรือเป็นต้นตอของความเสี่ยงที่เพิ่มความซับซ้อนให้ปัญหามากขึ้นหรือไม่ ?

นางมาระตีกล่าวว่า ต้องมองว่าเป็นโอกาส ไม่งั้นเราจะเสียโอกาสที่จะต่อยอดความร่วมมือที่ดี เช่น เรื่องการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ออนไลน์ ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เรื่องสแกมเมอร์ออนไลน์ เป็นเรื่องที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สนใจเป็นอย่างมาก ไทยเราก็ได้พยายามมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศจีนในการร่วมมือที่จะต่อต้านในเรื่องนี้ ซึ่งในเรื่องนี้เป็นปัญหาที่กระทบหลายประเทศไม่สามารถที่จะเป็นประเทศเดียวที่แก้ไขได้ ฉะนั้นการที่สหรัฐและจีนมีบทบาทและแสดงบทบาทในทางเดียวกันคือต้องการให้ไทยและกัมพูชาหยุดทะเลาะกัน เพื่อผลประโยชน์ของประเทศตนเองในแง่ของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและเราจะใช้โอกาสนี้ที่จะขยายความร่วมมือกับทั้ง 2 ประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศมีความสำคัญอย่างมากในปี ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา หรือการเจรจากับประเทศมหาอำนาจ ในปี 2569 กระทรวงการต่างประเทศมองบทเรียนจากปี 2568 และมาปรับแผนใช้อะไรบ้างในปีนี้ ?

นางมาระตีกล่าวว่า อย่างหนึ่งที่คิดว่าสำคัญสำหรับทุกองค์กร โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศคือต้องไม่มีการ Silo Mentality หรือพฤติกรรมการทำงานแบบแยกส่วน ต่างฝ่ายต่างโฟกัสเฉพาะงานตนเอง เพราะว่ากรมต่าง ๆ จะมีภารกิจที่ต่างกันแต่ละภารกิจมันคาบเกี่ยวกัน เช่น สถานการณ์ไทยกัมพูชาที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าเราต้องทำงานด้วยความเร็วและทุกคนต้องรู้ทุกอย่างในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นหากมีการ Silo และไม่ประสานกันจะทำให้ทำงานยาก อีกหนึ่งบทเรียนที่สำคัญคือการบริหารคน และซึ่งควรที่จะเป็นสิ่งแรกที่เราจะต้องทำเมื่อเจอวิกฤต การเลือกคนที่จะมาทำงานในการทำหน้าที่หรือภารกิจใดนั้น หากเริ่มต้นและไม่ใช่บุคคลที่ถูกต้องสำหรับภารกิจ อาจจะทำให้การทำงานยากและทำงานสะดุด จนไม่สามารถทำงานตอบสนองในระดับประชาชน และระดับประเทศได้

Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news



  Frame 4.png   Frame 5.png   Frame 2.png   Frame 3.png

273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400

Email reporter@sapnewsth.com

Tel. 099 569 5964