
วันนี้ (24 ส.ค. 69) เวลา 10.30 น. ที่กองบังคับการปราบปราม นายศุข ศักดิ์ณรงค์เดช ประธานกลุ่มสยามอาสา พร้อมด้วยนางสาวจินดารัตน์ เจ้าของสวนสัตว์ “สมุยเอ็กโซติก ปาร์ค” และสามี เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มชาวอิสราเอล หลังถูกก่อกวน พูดจา และแสดงพฤติกรรมข่มขู่คุกคามจนเกรงว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยนายศุขเปิดเผยว่า ตนได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการบนเกาะสมุยเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ จึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกองปราบปรามลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือ
ด้าน นางสาวจินดารัตน์ เล่าว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวดังกล่าวมีพฤติกรรมไม่เคารพกฎของสวนสัตว์ เช่น ไม่ยอมจ่ายเงินค่าเข้าชมแต่ขอเข้าไปดูก่อน 1 ชั่วโมง เมื่อพึงพอใจจึงจะยอมจ่าย แต่กลับปล่อยให้ลูกถอดรองเท้าจนไปเหยียบขี้ไก่ แล้วนำมาเป็นข้ออ้างขอเงินคืน ทั้งที่สวนสัตว์มีป้ายติดเตือนชัดเจนว่าห้ามถอดรองเท้า นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบและก่ออันตรายต่อสัตว์หลายกรณี เช่น เดินเข้าไปในกรงนกทั้งที่ไม่ชอบนก พอถูกนกเกาะไหล่ก็ใช้มือตบนกจนช็อคตกลงมาตาย แย่งอาหารและขวดนมจากตะกร้านักท่องเที่ยวรายอื่นไปบีบนมใส่จมูกหมู รวมถึงเปิดประตูกรงปล่อยสัตว์ที่ไม่ถูกกันเข้าหากันจนสัตว์ได้รับบาดเจ็บ ทำให้สวนสัตว์ต้องตัดสินใจติดธงเพื่อปฏิเสธไม่รับกลุ่มบุคคลดังกล่าวเข้าพื้นที่
อย่างไรก็ตาม หลังจากปฏิเสธการให้บริการ กลับมีข้อความข่มขู่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งขู่ทำร้ายคนในครอบครัว ขู่เผาบ้าน ขู่เผาสวนสัตว์ และยังมีบุคคลขับรถมาจอดวนเวียนสังเกตการณ์บริเวณหน้าบ้าน ขณะเดียวกันยังถูกกล่าวอ้างว่าเกาะสมุยเป็นของอิสราเอล สามารถทำอะไรก็ได้เพราะรู้จักตำรวจและทนายความหลายคน จนทำให้ผู้ประกอบการรายอื่นและชาวบ้านในพื้นที่ที่เคยเจอเหตุการณ์คล้ายกันแต่ไม่กล้าออกมาพูด เข้ามาให้กำลังใจ

กระทั่งมีการส่งข้อความข่มขู่ว่ารู้พิกัดบ้านแม่ของสามีและจะเผาบ้าน ซึ่งก่อนเกิดเหตุไฟไหม้มีคนมาเคาะประตูช่วงตี 4-5 แต่คนในบ้านไม่ได้ออกไปเปิด จนสุดท้ายเกิดเหตุไฟไหม้บ้านแม่วอดเสียหายทั้งหลัง ขณะเกิดเหตุแม่อยู่กับแมว 3 ตัว ได้กลิ่นผิดปกติจึงหนีออกมาได้ทัน สำหรับการลงพื้นที่ตรวจสอบของเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานเกี่ยวกับเอกสารการครอบครองสัตว์ ใบอนุญาตประกอบกิจการ และเอกสารการก่อสร้างนั้น นางสาวจินดารัตน์ยืนยันว่าทุกอย่างดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมด
นางสาวจินดารัตน์ ย้ำว่า การติดธงไม่รับบริการเป็นการทำเพื่อปกป้องพื้นที่ตนเอง ไม่ได้ต้องการสร้างความขัดแย้งทางเชื้อชาติ แต่ต้องการเรียกร้องให้ตำรวจสอบสวนกลางตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงผู้ที่อาศัยหรือทำธุรกิจบนเกาะสมุยมานาน ว่ามีใครอยู่เบื้องหลังหรือให้การสนับสนุนจนทำให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวมีพฤติกรรมเสมือนอยู่เหนือกฎหมายหรือไม่ พร้อมขอให้ทุกคนทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเคารพกฎหมายไทย

ส่วนประเด็นกระแสข่าวการเพิกถอนวีซ่านั้น ทนายความให้คำปรึกษาว่าต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความผิดก่อน ไม่สามารถถอนได้ทันที ขณะที่กรณีถูกกล่าวหาเรื่องยกหน้ารถจักรยานยนต์ ตนยืนยันว่าได้แจ้งข้อเท็จจริงกับตำรวจแล้วว่าเป็นรถวิบากที่เพิ่งซื้อมาช่วงวันที่ 22 หรือ 24 ส.ค. แทบไม่ได้ใช้งานนอกจากนำไปติดสติกเกอร์ ซึ่งสมรรถนะของรถสามารถยกหรือกระดกหน้าได้ตามธรรมชาติ ไม่ได้ตั้งใจยกหน้า แต่ตำรวจกลับยึดรถไปในวันที่ 28 ส.ค. โดยบอกว่าจะเปิดคลิปให้ดูแต่สุดท้ายก็ไม่ได้เปิดให้ดู ซึ่งตนเตรียมนำหลักฐานมาสู้คดีต่อไป
สำหรับภาพสามีเดินทางไปบริเวณหน้าสถานประกอบการของคู่กรณี นางสาวจินดารัตน์ยอมรับว่าเป็นสามีจริงเนื่องจากโมโหหลังได้รับข้อความข่มขู่และคำท้าทายให้ไปหา แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าสามีพูดข่มขู่ไม่ให้ชาวอิสราเอลอยู่บนเกาะสมุย โดยยืนยันว่ามีคลิปบันทึกเหตุการณ์ตั้งแต่เดินทางไป พูดคุย จนเดินทางกลับ และพร้อมเปิดเผยหลักฐานทั้งหมดให้ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์
ภาพ : Weeraphat Ratsameerueangrong
Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news
273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
Email reporter@sapnewsth.com
Tel. 099 569 5964