
วันนี้ (11 ก.ย. 69) เวลา 11.30 น. ที่กองบังคับการปราบปราม พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม , พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา รองผู้บังคับการปราบปราม , ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผกก.1 บก.ป. , นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง. และนายกฤศกร สนิทศักดิ์ดี ผู้ตรวจราชการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แถลงผลการปฏิบัติจับกุมเจ้าอาวาสวัดดัง จ.อยุธยา พร้อมสีกาคนสนิท เบียดบังเงินวัดกว่า 100 ล้านบาท

พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เปิดเผยว่า ชุดทำงานเราดำเนินการเรื่องนี้อย่างโปร่งใสและจริงจัง โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการหาที่มาที่ไปให้สำเร็จได้ด้วยดี และตนขอย้ำว่าพฤติกรรมของบุคคลไม่เกี่ยวข้องกับคำสอน ไม่เกี่ยวข้องกับสถานที่ ไม่เกี่ยวข้องกับประเพณีอันดีงาม หรือแนวปฏิบัติที่สถาบันพระพุทธศาสนาเราดำเนินการมา เป็นเพียงแค่พฤติกรรมของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งต้องแยกกันระหว่างพฤติกรรมบุคคลกับพระพุทธศาสนาของเรา ยืนยันว่า เงิน 92ล้านบาท ไม่ได้เข้าวัดแน่นอน แต่ทรัพย์สินที่ตรวจสอบยึดได้เกินกว่า100ล้านบาท ดังนั้นจึงจะทำการตรวจสอบสวนขยายผลต่อว่าเงินและทรัพย์สินมาจากไหนอย่างไร ทั้งนี้หากตรวจพบว่ามีทรัพน์สินอื่นๆเพิ่มเข้ามาก็จะขยายผลต่อหาที่มาต่อไป
ด้าน พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ เปิดเผยถึงพฤติการณ์ของคดี ว่า เมื่อประมาณ 15 ก.ค.ได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดี ว่า เจ้าอาวาสวัดพุทไธสวรรค์ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมและอาจจะให้ตำแหน่งหน้าที่ของวัดทุจริตเงินเลยมาขอให้กองปราบตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงค่อนข้างลำบาก เพราะวัดนี้มี นักการเมือง ข้าราชการ คหบดี พ่อค้า ทหาร ตำรวจ นับถืออยู่จำนวนมาก เลยต้องระมัดระวัง และพอเข้าไปตรวจสอบ ได้พยานหลักฐานพอสมควร ซึ่งมีพิรุธหลายอย่าง และพบ2เส้นทางการเงิน คือเส้นแรก ในการออกใบอนุโมนาบัตรให้กับบุคคล ในการเช่าวัตถุมงคล 22รายการ กว่า 2.8ล้าน และพยานยังยืนยันว่า เจ้าอาวาสสั่งให้ออกใบอนุโมทนาบัตรเป็นเรื่องจริง ส่วนอีกเส้นเงินคือ ใบอนุโมทนาบัตร ออกมาเพื่อบำรุงวัด เส้นเงินนี้89ล้านบาท และรวม 2เส้นเงิน 92ล้านบาท แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบพบว่า ไม่มีเงินจำนวนนี้เข้าไปในบัญชีวัดแม้แต่บาทเดียว ทำให้เชื่อว่าเจ้าอาวาส ทุจริตเงินวัดจริง “และเมื่อมีหลักฐาน กองปราบจะรออะไรละครับ”เข้าไปขอศาลอาญาทุจริตภาค1 ออกหมายจับในข้อหา ‘เป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ฯ, ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตฯ, และสมคบฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน และนางสาวปุณยวีร์ หรือสีกาเอ๋ ออกหมายจับข้อหา สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิด และสมคบกัน ร่วมกันฟอกเงิน’ จนนำมาสู่การปฏิบัติการ เมื่อวันที่ 10 ก.ย. และเข้าตรวจค้น 6จุด ผลการรวจค้น สามารถยึดทรัพย์ที่แปรสภาพจากความศรัทธาของประชาชนกว่า 215ล้านบาท ซุกซ่อนตามที่ต่างๆในกุฏิ เป็นเงินสดทั้งสกุลไทยและสกุลต่างประเทศ /ทองคำแท่ง ทองคำรูปพรรณ 1066บาททองคำ พระเครื่อง โฉนดที่ดิน โดยหลังจากนี้ ปปช. และ ปปง.จะช่วยในการขยายผลต่อเพื่อแยกเส้นเงินออกมาว่าอันไหนเป็นเงินวัด อันไหนเป็นเงินส่วนตัว และแยกคนไม่ดีออกจากวัดเพื่อคืนความศรัทธาให้กับประชาชน

พร้อมทั้งฝากไปยังคน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกถ้ารู้สึกว่าเงินของตัวเองบริจาคไปแล้วและใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ให้เข้ามาให้ข้อมูลได้ตลอดเวลา และฝากเตือนไปยังหลวงพ่อหลวงพี่ทั้งหลายหากมีพฤติกรรมเช่นนี้อยู่ให้หยุดทันที หากตรวจพบผมไม่เอาไว้แน่นอน ทั้งนี้สารตั้งต้นของ2เส้นเงินนั้น ยังต้องมีการขยายผลต่อ แต่ที่ชัเเจนคือ มาจากวัตถุมงคลของผู้มีจิตศรัทธา และเงินทำนุบำรุงปฏิสังขรวัดในระยะเวลา 3เดือน ที่ตำรวจพบเส้นเงินนี้ ซึ่งแผนปทุษกรรม คือ เงินเส้นนี้โอนเข้าบัญชีของมูลนิธิที่เจ้าอาวาสตั้งมา เมื่อปลายปี2568 แต่มูลนิธิยังไม่ถูกต้อง และไม่สามารถออกใบอนุโมทนาบัตรได้ หลังจากนั้นเมื่อเงินเข้ามูลนิธิ ก็โอนต่อจากมูลนิธิ มาเข้าบัญชีตัวเอง แต่กลับออกใบอนุโมทนาบัตรในนามวัด โดยทรัพย์สินอยู่ที่เจ้าอาวาสส่วนหนึ่งและผู้หญิงอีกส่วนหนึ่ง หลังจากนี้จะขนายผลต่อ และจากการตรวจสอบสอบมูลนิธิดังกล่าวไม่มีสิทธิออกใบอนุโมทนาบัตร ดังนั้นญาติโยมที่ต้องการเอาใบอนุโมทนาบัตรไปลดหย่อนภาษีขอให้เข้าแจ้งความได้ที่กองบังคับการปราบปรามได้
ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ระบุว่า ประเด็นที่มาจริงๆ ไม่ใช่มีเพียงเรื่องของการที่จะประพฤติผิดในศีลธรรมของพระผู้ใหญ่ แต่เราเป็นตำรวจจำเป็นที่ต้องไปก้าวล่วงในส่วนที่ข้ามขั้นตอนของกฎหมายไปแล้ว ในส่วนของการประพฤติผิดวินัย ตำรวจได้พูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นที่เข้าใจตรงกันว่าหากเป็นกรณีที่มีเรื่องไม่ดี ไม่ถูกต้อง แต่ตำรวจไม่ก้าวล่วงในส่วนนั้น แต่ในส่วนที่ก้าวเกินคำว่ากฎหมาย รวมถึงทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ทั้งที่เป็นเจ้าพนักงาน เป็นเจ้าอาวาสกลับไม่ทำในสิ่งที่ควรจะทำ พุทธศาสนิกชนบริจาคเพื่อธำนุบำรุงพระพุทธศาสนา แต่เงินที่เราเห็นกลับปรากฏว่าไม่ได้เข้าวัดแม้แต่บาทเดียว ถูกส่งไปอยู่ในบัญชีเงินอื่นที่ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการบริจาค รวมไปถึงเรื่องการซื้อเช่าบูชาวัตถุมงคลแต่กลับได้เอกสารที่ทำให้ทุกคนเข้าใจว่าเป็นใบบริจาคหรือที่เรียกว่าใบอนุโมทนาบัตร ที่สำคัญที่สุดคือใบอนุโมทนาบัตรนี้เราไม่มั่นใจว่าถูกนำไปใช้ในงานลดหย่อนภาษีสำหรับคนที่ทำบุญหรือไม่ ซึ่งในกรณีที่เห็นสมควรว่าญาติโยม สาธุชน ที่ทำบุญที่วัดแห่งนี้ก่อนหน้า หากไม่มั่นใจว่าเงินเข้าวัดหรือไม่ ขอให้เข้ามาให้ข้อมูลกับกองปราบ ในเบื้องต้นเราเห็นเพียงแค่ในช่วงระยะเวลาไม่ถึงปี ที่เงินหายไปกว่า 100 ล้านบาท แต่นายโชติ เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา เราไม่รู่ว่ามีผู้เสียหายมากกว่านี้หรือไม่ ซึ่งเป็นเพียงขั้นตอนที่หนึ่งในการตรวจสอบเบื้องต้น โดยหลังจากนี้จะมีการดำเนินการต่อเนื่องเพื่อให้ไขข้อสงสัยสำหรับวัดแห่งนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยืนยันว่าวัดยังคงอยู่ พระพุทธศาสนายังคงอยู่ ซึ่งเมื่อวานทราบว่าที่กรุงเทพฯ น่าจะวุ่นวายมาก แต่ที่นั่นทั้งวันทั้งคืนเงียบสงบ ไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าเมื่อสิ้นเจ้าอาวาสท่านนี้แล้ววัดจะล่มสลายไปหรืออะไรเสียไป อยากเชิญชวนให้ไปเที่ยววัดแห่งนี้ เพราะเป็นวัดที่สวยงาม

ทั้งนี้ มูลนิธิที่ นายโชติ จัดตั้งขึ้นชื่อ ‘มูลนิธิหวันโชติ’ เป็นการนำชื่อวัดกับชื่อพระมารวมกัน และพึ่งจัดตั้ง เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา โดยพึ่งก่อร่างสร้างตัวให้ซื้อวัตถุมงคล ส่วนจะดังหรือไม่ ตนเองไม่สามารถตอบได้และพบว่ามีเงินอยู่ที่ตัวพระจำนวนมาก
ด้าน นายกมลสิษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนของ ปปง. เราได้ร่วมมือกันในงานปฏิบัติการ ทั้งในเรื่องข้อมูลทางการเงินและในส่วนของพฤติการณ์ ส่วนหลังจากนี้จะเป็นกรณีความผิดมูลฐานเกี่ยวกับเจ้าพนักงาน เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ก็จะมีการดำเนินการยึด อายัด ตรวจสอบทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่ยึดมาหรือทรัพย์สินอื่น หากเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดก็จะเร่งดำเนินการต่อไป ในส่วนกองทำ ปปง.ไม่ได้มีประเด็นอะไร และจะดำเนินคดีด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายในทุกประเด็น และขอให้มั่นใจว่าเราทำงานอย่างเต็มที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ใครทำผิดก็ต้องรับผลกรรมของกองการกระทำ โดยดูเรื่องของทรัพย์สินเป็นหลัก

นายกฤศกร ระบุว่า ในส่วนของสำนักพระพุทธศาสนาที่ผ่านมาเราได้ร่วมมือกับหลายหน่วยงาน และในส่วนของวัดพุทไธศวรรย์ เจ้าอาวาสท่านนี้เหตุที่สึกไม่ใช่ด้วยความสมัครใจ แต่เป็นเหตุปาราชิก ซึ่งไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้ ในส่วนของเรื่องเงินทั้งนี้สำนักพุทธและวัดทุกวัดมีระบบสแกน QR Code ซึ่งหากจะสแกนจะเข้าบัญชีวัดทั้งหมด แต่เหตุที่ยังมีตู้บริจาคอยู่เพื่อบางพื้นที่ซึ่งมีคนแก่อยู่ อาจจะหย่อนเงิน 5 บาท 10 บาท ไม่สามารถจะยกเลิกตู้รับบริจาคได้ แต่ทางที่ดีการจะบริจาคแนะนำให้สแกน QR Code ซึ่งในส่วนนี้สามารถลดหย่อนภาษีได้เหมือนกัน และในเรื่องการป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาร่วมกับสำนักงาน ปปท. ตรวจเข้าในส่วนของพาสเวิร์ดพื้นที่วัดได้สุ่มเสี่ยงที่มีรายได้เข้าวัดค่อนข้างเยอะอยู่หลาย 10 ราย ทั้งในพื้นที่จากกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเพื่อป้องกันการทุจริตที่เกิดขึ้น โดยทางสำนักงานพระพุทธศาสนาไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้จะหาทางป้องกัน โดยจะต้องคิดนวัตกรรมที่ป้องกันการทุจริตที่เกิดขึ้นในอนาคตนี้

ด้าน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ เพราะเมื่อปีที่แล้วก็มีเรื่องราวประมาณนี้เกิดขึ้น ทางกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็พยายามที่จะเน้นย้ำในเรื่องของคดีประเภทนี้ ว่ากระทบต่อความเชื่อและความเคารพศรัทธาของประชาชน หลายเรื่องที่เราทำการสืบสวน หากระบบพยานหลักฐานที่เป็นเรื่องของการกระทำความผิด การทุจริต และการทำผิดพระธรรมวินัย ถึงขั้นปาราชิก ก็ไม่ปล่อยไว้เร่งดำเนินการขั้นเด็ดขาด ซึ่งปีนี้อาจมีอะไรน้อยกว่าปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณประชาชนที่เอาข้อมูลมามาให้กับกองปราบปราม เพราะในส่วนนี้ต้องยืนยันว่าข้อมูลหลายเรื่องที่มี เจ้าหน้าที่ไม่ได้มาง่ายๆ เรื่องนี้ประชาชนต้องช่วยกันดูแลพระพุทธศาสนาของเรา หากเห็นพระออกนอกลู่นอกทางหรือประพฤติไม่ดี อยากให้ทุกคนช่วยกันปกป้องดูแลสถาบันพระพุทธศาสนาของเรา อย่าปล่อยให้พระที่กระทำผิดลอยนวล อาศัยความเชื่อมั่น เชื่อถือศรัทธาของประชาชนมาหากิน ไม่อยากให้เกิดปัญหาแบบนี้ขึ้นอีก เพราะกระทบกระเทือน ซึ่งในปีที่แล้วทั้งรัฐบาลสำนักพระพุทธศาสนาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามวางระบบในการที่ใช้จ่ายเงินต่างๆ เพื่อที่จะไม่ต้องการให้พระสงฆ์ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิด ก็มีแนวโน้มไปในทางที่ดี และป้องกันพระออกนอกลู่นอกทาง ในการที่จะใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ วันนี้ก็ยังมีเหตุที่เกิดขึ้นอีก ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ แต่ก็เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ทางเราก็คงไม่ปล่อยผ่าน ฝากประชาชนทั่วประเทศช่วยเป็นหู้เป็นตาและช่วยรักษาสถาบันพระพุทธศาสนาของเรา เพื่อให้เป็นเชื่อมั่นเคารพของประชาชน

เมื่อถามว่ามีบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้เพิ่มเติมหรือไม่ และทำไมต้องยึดโต๊ะกลมมาด้วย ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ เผยว่า ในประเด็นการดำเนินคดีกับบุคคล เหมือนที่ผ่านมาแทบจะไม่รู้ไม่ทราบเลยอยู่ดีๆ ก็รู้ว่าถูกดำเนินคดี ซึ่งในเคสนี้เหมือนกันหากเป็นพระผู้ใหญ่ ถ้าสอบสวสกลางหรือกองปราบบอกไปว่าจะไปตรวจสอบบุคล สิ่งที่เกิดขึ้นคือจะถูกมองว่าเป็นวัดที่ผิด และกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นคนที่ถูกต้องก็ทำให้เกิดความเสื่อมเสีย แม้จะเป็นคนถูก ฉะนั้นอาจจะมีคนต่อไปที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้หรือไม่ ซึ่งอาจจะมี ep.2 ep.3 แต่นั่นหมายความว่าพยานหลักฐานจะดึงหรือไม่ โดยจะไม่ชี้นำว่าจะเป็นบุคคลใด หากบริสุทธ์ใจจริง ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ก็ไม่ต้องกลัวว่าตำรวจสอบสวน ส่วนตำรวจแม้เราจะถูกสั่งให้ตรวจสอบเหมือนครั้งนี้ เช่นกรณีนี้เมื่อมีประเด็นร้องเรียนเข้ามาถึง 2 ครั้ง นั่นหมายความว่าต้องมีอะไรที่ผิดปกติ เราถึงต้องดำเนินการ และแทนที่จะทำให้ไขข้อสงสัย แต่กลับปรากฏว่ามีสิ่งผิดที่บอกเหตุและไม่ควรไม่เหมาะที่จะอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ดังนั้นเมื่อวานจึงจำเป็นต้องกวาดวัด อะไรไม่ดีก็เอาออกไป ขยะที่อยู่หน้ากุฏิเราก็เอาออกไป รวมถึงโต๊ะสีส้ม ซึ่งนั่นไม่ใช่ประเด็นของตำรวจ ไม่ได้อยู่ในอาญา ซึ่งทางวัดมีโบราณสถาน มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากมีใครตามไปเช็กอินตามรอย ก็อยากให้ตามรอยในสิ่งที่สร้างสรรค์ คนกลับให้ความสำคัญกับเรื่องโต๊ะและเก้าอี้ จึงต้องเอาออกจากวัด เอาความรู้สึกไม่ดีออกไป เป็นเรื่องของการกวาดขยะ กวาดสิ่งปฏิกูลออกจากวัด ส่วนจะดำเนินการต่ออย่างไรนั้น เรื่องนี้ไม่อยู่ในชุดความคิดของตำรวจ

สำหรับไทม์ไลน์ของอดีตเจ้าอาวาสและตัวสีกานั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ กล่าวว่า
ขณะที่ไทม์ไลน์ของคดี พบข้อมูลว่า สีกาเข้ามาอยู่ที่วัด ตั้งแต่ปร 2550 เป็นโยมอุปอุปถัมภ์ แต่จะเข้ามาทำอะไรตนเองไม่ทราบ ทราบเพียงว่า บุคคลดังกล่าว เป็นบุคคลล้มละลายตั้งแต่ 2562 ก่อนที่จะปลเการเป็นบุคคลล้มละลายปี 2565 แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มมีทรัพย์สิน เป็นบ้านสองหลัง มีทรัพย์สินจำนวนมากทั้งที่ไม่ได้ทำมาหากินอะไร แต่ทำไมมีเงินพวกนี้ และเงินไหลไปสู่หญิงอันเป็นที่รัก

ขณะที่ไทม์ไลน์ของคดี พบข้อมูลว่า สีกาเข้ามาอยู่ที่วัด ตั้งแต่ปร 2550 เป็นโยมอุปอุปถัมภ์ แต่จะเข้ามาทำอะไรตนเองไม่ทราบ ทราบเพียงว่า บุคคลดังกล่าว เป็นบุคคลล้มละลายตั้งแต่ 2562 ก่อนที่จะปลเการเป็นบุคคลล้มละลายปี 2565 แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มมีทรัพย์สิน เป็นบ้านสองหลัง มีทรัพย์สินจำนวนมากทั้งที่ไม่ได้ทำมาหากินอะไร แต่ทำไมมีเงินพวกนี้ และเงินไหลไปสู่หญิงอันเป็นที่รัก
ส่วนการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งสองรายนั้น ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ระบุว่า สีกาคนสนิท ให้การปฏิเสธ และอ้างว่า เงินมาจากการหารายได้จากการทำมาหากิน ซึ่งก็เป็นสิทธิของผู้ต้องหา แต่ตำรวจยืนยันว่า มีพยานหลักฐานเป็นเส้นเงิน โดยไม่ปรากฎที่มาของทรัพย์สินเงินทอง ไม่มีอาชีพ และมีการใช้เงินในการผ่องถ่ายไปซื้อทรัพย์สินอื่นด้วย ส่วนนายโชติ อดีตเจ้าอาวาสฯ อยู่กระบวนการของการสอบปากคำ และให้การปฏิเสธ และไม่สามารถชี้แจงทรัพย์สินที่มีอยู่ได้

สำหรับจากการตรวจค้นกุฏิ ตำรวจยึดทรัพย์สินของ นายโชติ ประกอบด้วย เงินฝากในบัญชี 290ล้านบาท เงินสด 138,309,986บาท ทองคำแท่ง ทองคำรูปพรรณ น้ำหนักรวมกว่า 1000 บาททองคำ คิดเป็นเงินกว่า70ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินของสมีโชติ กว่า 498 ล้านบาท

ส่วนทรัพย์สินของนางสาวปุณยวีร์ หรือ สีกาเอ๋ ตำรวจยึดทรัพย์สินในบ้านพักย่านปทุมธานีเป็นเงินสด 3,873,614บาท ทองคำน้ำหนัก 90บาท คิดเป็นเงิน 6,151,500บาท รวมมูลค่า 10,025,114บาท

นอกจากนี้ยังตรวจยึดโฉนดที่ดิน 2ฉบับสมุดบัญชี 7 เล่ม สัญญาซื้อขายที่ดิน 1 ฉบับ รวมเป็น 10 รายการ รวมถึงกรมธรรม์สุขภาพ 1 ฉบับ ใบประกันทองคำ 6ใบ ใบซื้อ-ขายทองคำ 7ใบ สลากออมสิน 4 ใบ รวมมูลค่า 215,229,847 บาท

ภาพ : Weeraphat Ratsameerueangrong
Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news
273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
Email reporter@sapnewsth.com
Tel. 099 569 5964