
สำนักข่าวนิกเกอิ เอเชีย วิเคราะห์นโยบายการหาเสียงของพรรคการเมืองไทย ว่า ทิศทางการหาเสียงถูกขับเคลื่อนด้วยนโยบายประชานิยม เพื่อซื้อใจประชาชนในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ส่งผลให้การอภิปรายในประเด็นการค้าและการพัฒนาอุตสาหกรรมถูกลดความสำคัญลง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว นักวิเคราะห์ชี้นโยบายคลังที่สุรุ่ยสุร่ายเช่นนี้ อาจบั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน และสร้างภาระระยะยาวให้ประชาชนผู้จ่ายภาษี
นโยบายประชานิยมเหล่านี้ ถูกฉาบหน้าว่าเป็นนโยบายที่มุ่ง “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว” เช่น นโยบายคนละครึ่งพลัส จากพรรคภูมิใจไทย โดยหลังจากที่ประสบความสำเร็จในการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเฉพาะหน้าให้ประชาชนในสมัยรัฐบาลของตน นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศว่าหากพรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้ใจจากประชาชนและสามารถจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ ตนพร้อมที่จะสานต่อนโยบายนี้ทันที
อีกทั้ง นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัครสส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย ยังได้กล่าวในการดีเบต ที่ Foreign Correspondent Club Thailand (FCCT) ว่า “นโยบายคนละครึ่ง มุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน เพื่อเป็นการต่อยอดเศรษฐกิจที่ยั่งยืนต่อไป” จึงเป็นที่น่าตั้งคำถามว่า การแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้ประชาชนเป็นช่วงๆ จะนำไปสู่การแก้ไข และพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบและมีเสถียรภาพได้อย่างไร
ด้านพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีจุดแข็งคือนโยบายประชานิยมหรือที่ผู้คนมักเรียกว่า “ประชาธิปไตยที่กินได้” ในช่วงสุดท้ายของการหาเสียงก่อนการเลือกตั้ง ได้เปิดตัวนโยบายที่สร้างข้อถกเถียงเป็นวงกว้าง อย่าง นโยบายเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน ด้วยจุดมุ่งหมายในการ “ดึงผู้คนเข้าระบบภาษีและกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้คน”
นักการเมือง นักวิชาการ และประชาชนหลายคน มองว่านโยบายดังกล่าวเป็นเหมือนการมอมเมาสังคม ให้เสพติดการแจกเงินและส่งเสริมให้คนเกียจคร้าน ซึ่งจะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง
นอกจากนั้นนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายนี้ผ่านทางเฟสบุ๊กส่วนตัว ว่า “เป็นการเอาเงินภาษีมาแจกแบบไม่มียางอาย ไร้เป้าหมายทางเศรษฐกิจหรือสังคม” ทำให้ชวนตั้งคำถามต่อไปว่าการแจกเงินประชาชนทุกวันเช่นนี้เป็นการใช้งบประมาณที่สามารถนำไปพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบหรือพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานให้ประชาชนนั้น คุ้มค่าหรือไม่ในการนำมาใช้เพื่อดึงคนเข้าสู่ระบบภาษี รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกระบวนการนี้
พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเสนอ นโยบายจ่ายเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 5,000 บาทต่อเดือน ตลอด 12 เดือน และนโยบายเพิ่มเบี้ยยังชีพคนชราและผู้พิการ 1,000 บาทต่อเดือน และพรรคประชาชน เสนอนโยบายในรูปแบบคล้ายคลึงกัน อย่าง นโยบายจ่ายเงินอุดหนุนค่าเช่าบ้าน 50% ให้แก่ 500,000 ครัวเรือนต่อปี และนโยบายจ่ายเงินอุดหนุนแก่ผู้สูงอายุและบิดามารดาเด็กแรกเกิด 1,000 บาทต่อเดือน
ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ชี้ว่า นโยบายประชานิยมเหล่านี้เป็นการสร้างภาระหนี้สาธารณะ ซึ่งในปัจจุบันแทบทะลุเพดานวินัยการคลังแล้ว หนี้สาธารณะที่พอกพูนขึ้นจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจของไทย
แน่นอนว่าภายใต้สภาพเศรษฐกิจไทยในตอนนี้ จำเป็นต้องมีการอัดฉีดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่เป็นที่น่าตั้งคำถามจนถึงในส่วนสุดท้าย ว่า เราได้มีความพยายามในการใช้งบประมาณที่มาจากภาษีประชาชนในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวแล้วหรือยัง
หากสังคมไทยยังคงถูกยึดโยงด้วยนโยบาย “แจกเงิน” ที่ไม่มีแบบแผนเช่นนี้ต่อไป ระบบเศรษฐกิจที่มีระบบและมีเสถียรภาพ อุตสาหกรรมการผลิตที่มีประสิทธิภาพ การบริการและการท่องเที่ยวที่เข้มแข็ง อาจเป็นความฝันที่เลื่อนลอยของสังคมไทยต่อไป
แหล่งที่มา: Nikkei Asia
Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news
273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
Email reporter@sapnewsth.com
Tel. 099 569 5964