
ชวนทำความรู้จักประชามติ 69
เมื่อผลประชามติในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ในคำถามที่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ซึ่งผลคะแนนคือประชาชน “เห็นชอบ” ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 65.43% (คะแนนอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 69) SAP NEWS ชวนไขข้อสงสัยต่อ ประชามติคืออะไร และขั้นตอนต่อไปเมื่อประชามติผ่านแล้วมีอะไรบ้าง
Photo:Kitsanachai Jitmankong via SAP News
สำหรับผลประชามติ(อย่างไม่เป็นทางการ)เสียงของประชาชนส่วนใหญ่ เห็นชอบ 65.43% ถือเป็นการเปิดประตูบานแรกสำหรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม
เห็นชอบ: 19,978,736
ไม่เห็นชอบ: 10,553,327
ไม่แสดงความคิดเห็น: 2,891,465
เรียงลำดับผลการทำประชามติ 69 พบว่า
อันดับที่ 1 กรุงเทพมหานคร เห็นด้วย 66.3% ไม่เห็นด้วย 27.6%
อันดับที่ 2 ภาคกลาง เห็นด้วย 62.5% ไม่เห็นด้วย 28%
อันดับที่ 3 ภาคเหนือ เห็นด้วย 62.3% ไม่เห็นด้วย 26.2%
อันดับที่ 4 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เห็นด้วย 59.6% ไม่เห็นด้วย 29.1%
อันดับที่ 5 ภาคตะวันออก เห็นด้วย 58.5% ไม่เห็นด้วย 30.2%
อันดับที่ 6 ภาคตะวันตก เห็นด้วย 53.6% ไม่เห็นด้วย 32.9%
อันดับที่ 7 ภาคใต้ เห็นด้วย 45.3% ไม่เห็นด้วย 43.4%
ชวนทำความเข้าใจ “ประชามติ” คืออะไร
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุความหมายของ “ประชามติ” หรือ “การออกเสียงประชามติ” คือ คือการนำร่างกฎหมาย ร่างรัฐธรรมนูญ และนโยบายที่สำคัญของประเทศไปผ่านการตัดสินเพื่อแสดงความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบโดยประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตย ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่อแนวทางการปกครองประเทศ และเป็นประชาธิปไตยทางตรงแบบหนึ่งที่ประชาชนมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงในการบริหารราชการแผ่นดิน
นายเลิศศักดิ์ ต้นโต นักวิชาการปฏิรูปกฎหมาย ระบุไว้ว่า ประชามติ (Referendum) นั้นมีความใกล้ชิดกับคำว่าประชาธิปไตยมากที่สุด หรือเรียกว่าประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) ที่เป็นรูปแบบการปกครองอย่างหนึ่งที่อำนาจอธิปไตยของประชาชนแต่การใช้อำนาจอธิปไตยจะถูกใช้โดยตัวแทน
โดยหลักสำคัญของประชามติ คือ เรื่องที่จัดทำประชามติต้องมีความสำคัญและกระทบต่อประโยชน์ได้เสียของประเทศและประชาชน โดยไม่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล ซึ่งข้อความที่จะขอความเห็นต้องชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงสามารถตัดสินใจว่า “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” ในเรื่องนั้น ๆ ได้ อีกทั้งต้องเปิดโอกาสให้ผู้เห็นชอบและไม่เห็นชอบในเรื่องที่จะจัดทำประชามติได้แสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน และต้องจัดให้มีการลงคะแนนออกเสียงประชามติโดยอิสระ
ประชามติจะถือว่าเป็นการยุติก็ต่อเมื่อเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงโดยคะแนนต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดประชามตินั้น
ขั้นตอนต่อไป เดินหน้าอย่างไรต่อ ?
ขั้นตอนที่ 1:ออกเสียงประชามติครั้งที่ 1
ไม่เห็นชอบ: ไม่สามารถดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
เห็นชอบ: ผู้มีสิทธิเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มเติมหมวด 15/1 การจัดรธน.ฉบับใหม่
ขั้นตอนที่ 2 :รัฐสภาพิจารณา
รัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยแบ่งเป็น 3 วาระ ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามมาตรา 256
ขั้นตอนที่ 3 :การทำประชามติครั้งที่ 2
เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าถวายให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติตาม กฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ออกเสียงประชามติครั้งที่2) ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และสาระสำคัญในการจัดทำรธน.ฉบับใหม่ ตามร่างรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ส่งให้พิจารณาหรือไม่ (ระยะเวลาเป็นไปตามพ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564)
ขั้นตอนที่ 4 :การทำประชามติครั้งที่ 3
ดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเสนอให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบและดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติครั้งที่ 3 ว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรธน.ฉบับบใหม่ (ระยะเวลาเป็นไปตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในรธน.แก้ไขเพิ่มเติมที่ผ่านการออกเสียงประชามติครั้งที่ 2)
ที่มา: รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 คำวินิจฉัยศาลรธน. 18/2568 (ลงวันที่ 10 ก.ย.68) และพ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568
เทียบข้อดี-ข้อเสีย ประชามติ69
จากคู่มือประชามติของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย ดังนี้
ข้อดี
1.การจัดทำรธน.ฉบับใหม่จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเนื่องจากรธน.ปี60นั้นจัดทำขึ้นขณะที่ประเทศไม่ได้ปกครองโดยรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จึงทำให้บทบัญญัติบางประการไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย
2.รัฐธรรมนูญฉบับปี 60 มีบทบัญญัติหลายประการที่มีปัญหาในการบังคับใช้การแก้ไขเพิ่มเติมรธน. โดยการจัดทำรธน.ใหม่ทั้งฉบับจะทำให้สามารถแก้ไขเพิ่มเติมบทที่ปัญหาในครั้งเดียวกันได้ ซึ่งจะทำให้รธน. มีเนื้อหาที่สมบูรณ์และสอดคล้องกันทั้งฉบับ
ข้อเสีย
1. การจัดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าการแก้ไขแบบรายมาตราเนื่องจากการแก้ไขรายมาตราจะสามารถจำกัดขอบเขตการโต้เถียงให้อยู่ในประเด็นที่แคบลงและมีข้อสรุปที่ง่ายขึ้น
2. การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอาจเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการออกเสียงประชามติ

Walktothefuture event, December 10th,2026 /Photo:ilaw
พาย้อนอดีต ประชามติครั้งใหญ่ไทย 7 สิงหาคม 2559
7 สิงหาคม 2559 วันประชามติครั้งใหญ่ของประเทศไทยในการรับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และคำถามพ่วง โดยขณะนั้นมีประชาชนคนไทยทั่วประเทศมาใช้สิทธิทั้งสิ้น 29,740,677 คน (59.4%) ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 50 ล้านคน โดยในการออกเสียงประชามติครั้งนี้มีคำถามที่ประชาชนผู้มีสิทธิต้องตอบทั้งสิ้น 2 ข้อ ได้แก่
1. การรับรองร่างรัฐธรรมนูญ ว่า “ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช … ทั้งฉบับ”
2. การให้ความเห็นชอบคำถามพ่วง ว่าจะให้ สว. มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่
“ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าเพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติสมควรกำหนดดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับตั้งแต่วันที่รัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”
ผลการลงประชามติ คือ
ประเด็นที่ 1 : รับ หรือ ไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญ
เห็นชอบ 16,820,402 เสียง (61.35%)
ไม่เห็นชอบ 10,598,037 เสียง (38.65%)
ประเด็นที่ 2 : คำถามพ่วง
เห็นชอบ 15,132,050 เสียง (58.07%)
ไม่เห็นชอบ 10,926,648 เสียง (41.93%)
ผลปรากฎว่าจากการทำประชามติเห็นชอบในครั้งนั้นได้กลายมาเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ที่อยู่ร่วมกับคนไทยมาอย่างยาวนานถึง9ปี ซึ่งปัญหาหลักที่พบในรธน.60 ฉบับนี้ คือบัญญัติบทเฉพาะกาลในมาตรา 272 ให้การเลือกนายกรัฐมนตรีต้องกระทำโดยมติของสภาร่วม (สส.+สว.) จึงเป็นที่มาสำคัญของ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในการเข้ามามีสิทธิร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีด้วย
อีกปัญหาที่สำคัญไม่แพ้กัน คือในการแก้ไขรธน.เป็นรายมาตราหรือการจัดทำใหม่ทั้งฉบับนั้นไม่สามารถทำได้ เนื่องจาก คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ทั้ง 21 คน ได้เขียนระบุไว้ในรธน.อย่างชัดเจนว่าในการลงมติเห็นชอบร่างแก้รัฐธรรมนูญวาระที่ 1 และวาระที่ 3 ต้องมีเสียงสว.ไม่น้อยกว่า 1ใน3 ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งกรธ.ขณะนั้น นำโดย “นายมีชัย ฤชุพันธ์” เป็นประธานที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารคสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) นำโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวคือที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับบนี้ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนตั้งแต่ต้น รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 จึงถูกขนานนามว่าเป็น "มรดก คสช."
การเดินทางของรัฐธรรมนูญ สู่ประตูบานใหม่แห่งความเปลี่ยนแปลง
ตลอด 9 ปี ของการเดินทางที่ยาวนานของรัฐธรรมนูญไทยฉบับปี 60 การเมืองไทยได้ผ่านทั้งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และความท้าทาย กระทั่ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประเทศไทยที่จัดให้มีการจัดทำประชามติควบคู่ไปกับการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งเปรียบเสมอการ “เปิดประตูบานแรก” ของรัฐธรรมนูญไทยในการมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ขณะเดียวกันที่สำคัญการเลือกตั้ง 69 ปรากฎว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่มีเสียงสูงสุดในสภาในขณะนี้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสส.ในสภาฯว่าจะเดินหน้าผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปในทิศทางใด และเมื่อรัฐสภาผ่านร่างแก้ไขรธน.แล้ว ก็จะเป็นการเปิด “ประตูบานที่สอง” ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับ สส. และ สว. และท้ายนี้ก็จะนำมาสู่ การ “เปิดประตูบานที่สาม” ในการจัดทำประชามติครั้งสุดท้ายและนำมาสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในท้ายที่สุด
Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news
273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
Email reporter@sapnewsth.com
Tel. 099 569 5964