
วันนี้ (27 ส.ค.) เวลา 9.30 น. ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน นางสาวชมมณี น้อยจันทร์ หรือ “ป้าดา” พร้อมด้วยนางบัวไข สรสมุทร ทายาทของ นายเฮียง พิมพ์ศรี และนายวรเดช ช่างบุ ที่ปรึกษาผู้จัดการมรดกของนางบัวไข ได้ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงกรณีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม
นายวรเดช แถลงชี้แจงข้อพิพาทกรณีการสร้างวัดป่าอดุลยาราม โดยระบุว่าได้รับการเชิญจากนางบัวไขให้มาเป็นที่ปรึกษาผู้จัดการมรดก มีหน้าที่ให้ข้อมูล ตอบคำถามสื่อมวลชน และแสดงความคิดเห็นต่อปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่าจะพูดตามข้อเท็จจริง หากสิ่งใดถูกก็บอกว่าถูก หากผิดก็บอกว่าผิด และพร้อมให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน
ก่อนออกมาแถลงข่าว ตนมีความมั่นใจในข้อมูลเนื่องจากมีประสบการณ์การตรวจสอบเรื่องวัดและเคยนำคำพิพากษาคดีที่ดินวัดร้างใน จ.ตราด มาเป็นกรณีศึกษา ทั้งนี้แม้จะได้รับค่าตอบแทนตามความเหมาะสม หรือแม้ไม่ได้ก็ไม่ติดใจ และได้ตกลงกับนางบัวไขไว้แล้วว่า หากตนถูกดำเนินคดีจากการแถลงข้อมูล นางบัวไขในฐานะผู้มอบหมายก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

สำหรับกรณีวัดป่าอดุลยาราม นายวรเดช ได้ตั้งข้อสงสัยถึงข้อมูลที่มีการระบุว่า มีเจ้าอาวาสมาตั้งแต่ปี 2535 ทั้งที่ประกาศจัดตั้งวัดเกิดขึ้นในปี 2541 โดยตั้งคำถามว่า หากปี 2535 ยังไม่มีวัด จะสามารถแต่งตั้งเจ้าอาวาสได้อย่างไร พร้อมชี้ว่าขั้นตอนปกติต้องมีการเสนอชื่อจากเลขานุการเจ้าคณะตำบล ไปยังเจ้าคณะตำบล และเจ้าคณะจังหวัดตามลำดับ จึงต้องตรวจสอบว่ามีการเสนอชื่อและแต่งตั้งถูกต้องหรือไม่ รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่า “ใบตราตั้ง” เป็นเอกสารจริงหรือไม่
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการสร้างวัดว่า ตามกฎกระทรวง เมื่อสร้างวัดเสร็จต้องจัดทำผังแสดงที่ตั้ง รายละเอียดอาคาร ศาลา ห้องประชุม กุฏิ และพื้นที่ต่างๆ พร้อมภาพถ่ายประกอบ ส่งให้มหาเถรสมาคมพิจารณาก่อนประกาศตั้งวัด จึงต้องการตรวจสอบว่าผังและภาพถ่ายของวัดป่าอดุลยารามในปี 2541 มีการจัดทำและผ่านขั้นตอนดังกล่าวจริงหรือไม่ พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดเอกสารและภาพถ่ายประกอบการตั้งวัดจึงตรวจสอบไม่ได้ โดยมีการอ้างว่าเป็น “ความลับ” จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงว่ามีกฎหมายหรือระเบียบข้อใดกำหนดให้เป็นความลับ เพราะหากเปิดเผยภาพได้ ก็จะช่วยตอบข้อสงสัยเรื่องการก่อสร้างวัดในขณะนั้นได้
นายวรเดช ยังได้นำภาพถ่ายพื้นที่วัดมาแสดง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าสภาพพื้นที่มีลักษณะรกร้าง ต้นไม้ปกคลุม กำแพงชำรุด และพบการตัดไม้ในพื้นที่ จึงถามว่าหากเป็นวัดที่ถูกต้อง เหตุใดจึงมีสภาพดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้เปิดเผยภาพถ่ายและเอกสารปี 2541 เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

ส่วนประเด็นเรื่องที่ดิน นายวรเดช อธิบายว่า การยกที่ดินให้สร้างวัดกับการโอนที่ดินให้วัดเป็นคนละขั้นตอน หากยกให้เป็นธรณีสงฆ์ ต้องดำเนินการตามกฎหมายและได้รับความเห็นชอบตามมาตรา 84 แต่กรณีนี้อ้างว่ายกที่ดินให้สร้างวัด และเมื่อสร้างเสร็จจึงจะจดทะเบียนโอน จึงต้องตรวจสอบว่าในปี 2541 การสร้างวัดเสร็จสมบูรณ์ถูกต้องตามกฎหมายแล้วหรือไม่ก่อนดำเนินการเรื่องกรรมสิทธิ์ หากการสร้างวัดในปี 2541 ถูกต้อง ทายาทก็พร้อมยอมรับ แต่หากไม่ถูกต้องก็ต้องตรวจสอบ
ประเด็นเพิ่มเติมที่ตั้งข้อสงสัย คือกรณีเจ้าอาวาสนำที่ดินไปให้เทศบาลทำถนน หรืออ้างว่ามีหน่วยงานและเอกชนนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ โดยระบุว่าหากเป็นที่ดินวัด เจ้าอาวาสไม่สามารถยกให้ใครได้ตามอำเภอใจ ต้องมีขั้นตอนและค่าผาติกรรม จึงต้องตรวจสอบว่าดำเนินการอย่างไร ซึ่งหากการแต่งตั้งเจ้าอาวาสไม่ถูกต้อง การนำที่ดินไปใช้ในลักษณะนี้ก็ยิ่งต้องตรวจสอบ และอาจเกี่ยวข้องกับกฎหมายมาตรา 151 และ 157 แต่ย้ำว่าเป็นเพียงข้อสงสัยที่ต้องให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัย
สำหรับเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ทายาทเคยขอตรวจสอบโฉนด แต่ได้รับแจ้งจากเจ้าอาวาสว่าโฉนดไม่อยู่ที่วัด แต่อยู่ที่สำนักงานพระพุทธศาสนา จึงตั้งคำถามว่าปัจจุบันโฉนดอยู่ที่ใด และเหตุใดทายาทซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในมรดกจึงตรวจสอบไม่ได้ ทั้งนี้ ย้ำว่าการออกมาแถลงไม่ได้ต้องการเอาที่ดินคืน หากตรวจสอบแล้วพบว่าวัดจัดตั้งถูกต้อง ทายาทก็พร้อมยอมรับ แต่หากพบข้อผิดพลาดตั้งแต่การแต่งตั้งเจ้าอาวาส การสร้างวัด หรือการจัดการที่ดิน ก็ต้องดำเนินการให้ถูกต้อง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงหลักฐานเด็ด นายวรเดช ย้ำว่า คือการจัดตั้งเจ้าอาวาสไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตนไม่ได้เถียงกับราชกิจจานุเบกษา แต่เชื่อว่ามีการยัดไส้ มั่นใจว่าใบเสนอตั้งเจ้าอาวาสไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งส่งผลต่อความถูกต้องของการตั้งวัด โดยเรื่องนี้ตน “เอาคอเป็นประกัน” ส่วนคำถามที่ว่าเหตุใดทายาทไม่ปรึกษาข้อกฎหมายกับลูกสาวที่เป็นทนาย นายวรเดช ตอบว่า “ลูกสาวสู้พ่อไม่ได้หรอก วันนี้เอาเอกสารไปหาเจ้าสำนักเลย ถ้าผมผิดผมติดคุกเลย”
ทางด้าน ป้าดา ระบุว่า ได้ยื่นขอเอกสารจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 2 ประเด็น คือ เอกสารการตรวจสอบและการสร้างวัดทั้งหมด รวมถึงหนังสือถวายฎีกาที่ส่งผ่านทำเนียบองคมนตรี แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับ โดยติดตามเรื่องมานานกว่า 20 ครั้ง และสงสัยว่ามีการเก็บเอกสารไว้ไม่ให้ตรวจสอบเพราะกลัวความจริงปรากฏ ยืนยันว่าทายาทไม่ได้ต้องการโจมตีวัด แต่ต้องการพิสูจน์ความถูกต้อง จึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบตั้งแต่ขั้นตอนแรก

หากตรวจสอบแล้วถูกต้อง ทายาทก็พร้อมยอมรับ โดยขอให้ใช้หลักฐานและกฎหมายเป็นตัวตัดสิน ไม่ใช่การกล่าวหาประณามทายาท และขอให้ตรวจสอบว่าใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายถูกหรือผิด พร้อมฝากถึงคนที่รุมต่อว่าตนว่า “หากความจริงปรากฏเมื่อไหร่ก็ขอให้เตรียมรับกรรม เพราะตนเองไม่ยอม เนื่องจากตนไม่ได้เป็นฝ่ายที่ไปโจมตีวัด เพียงแต่หาความจริงและต้องการพิสูจน์” โดยต้องตรวจสอบตั้งแต่ “กระดุมเม็ดแรก” ใช้กฎหมายที่ดินควบคู่กับกฎกระทรวง หลังครอบครัวถูกกล่าวหาว่าเป็น “ม็อบรับจ้าง” ทั้งที่ต่อสู้เรื่องที่ดินและทรัพย์สินมานานกว่า 20 ปี
หลังจากนี้ ทายาทจะแจ้งดำเนินคดีกับกองบังคับการปราบปรามเพื่อเอาผิดผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำหลักฐานเท็จทั้งหมด เพราะติดใจเพียงเรื่องเดียวคือ เจ้าอาวาสมาถูกต้องหรือไม่ และเป็นวัดจริงหรือไม่ พร้อมตั้งคำถามถึง นายประกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ว่าเหตุใดจึงนิ่งเฉยทั้งที่ประชาชนเดือดร้อน โดยตนจะเดินทางไปพบในเร็วๆ นี้

ช่วงท้ายของการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวได้ถามว่า ป้าดา ได้เดินทางไปพบตำรวจตามหมายเรียกที่ จ.ขอนแก่น แล้วหรือยัง ป้าดา ได้ตอบกลับว่า ตนไม่ได้ฆ่าคนตาย อย่าถามบ่อย จะไปรับหรือไม่ไปรับคุยกันเองกับตำรวจได้ ไม่ได้มีปัญหา และจะแจ้งให้ทราบหากจะไป แต่สื่อมวลชนต้องหาข้อมูลว่าถูกผิดอยู่ที่ไหน ไม่ใช่มาต่อว่าทายาทเพียงอย่างเดียว เพราะสังคมไทยเป็นสังคมอุปทานหมู่ ว่าอะไรก็ว่าตามกัน ด่าก็ด่าตามกัน โดยไม่หาความจริงว่าใครผิดใครถูก หรืออะไรจริงอะไรไม่จริง
ภาพ : Weeraphat Ratsameerueangrong
Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news
273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
Email reporter@sapnewsth.com
Tel. 099 569 5964