
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวปราศรัยถึงความสำเร็จและแผนการด้านนโยบายตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ในฐานะผู้นำรัฐบาล หนึ่งในประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองท่าทีของทรัมป์ คือ นโยบายต่างประเทศด้านความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งมีความตึงเครียดนับตั้งแต่ในเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมา
ในเดือนธันวาคม 2568 เกิดเหตุประท้วงใหญ่อิหร่าน โดยผู้ประท้วงส่วนมาก คือ กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า ผู้เป็นฐานเสียงหลักของระบอบการปกครองศาสนาอิสลาม การประท้วงนี้แผ่ขยายเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้รัฐบาลอิหร่านมีการปราบปรามผู้ชุมนุมด้วยความรุนแรง และมีผู้เสียชีวิตจากการประท้วงมากกว่า 3,000 ราย ตามรายงานของรัฐบาล
ท่ามกลางการปราบปรามผู้ชุมนุมด้วยความรุนแรง ทรัมป์ ได้ออกมาประกาศกร้าวอย่างจริงจัง ว่า หากผู้นำสูงสุดของอิหร่านยังคงปฏิบัติการใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม สหรัฐฯ จะพิจารณาการใช้กำลังทางการทหารเพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนอิหร่าน ซึ่งขณะนั้นสหรัฐฯ ได้ส่งเรือและเครื่องบินรบในบริเวณใกล้น่านน้ำอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ด้วยมาตรการปราบปรามที่มีความรุนแรง ประกอบกับจำนวนผู้เสียชีวิตที่มากขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนชาวอิหร่านเริ่มมีความหวาดกลัวต่อสถานการณ์ และค่อยๆ สลายการชุมนุม ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนมองว่าทรัมป์ได้สูญเสียเหตุผลที่ชอบธรรมในการโจมตีอิหร่านแล้ว
ต่อมา สหรัฐฯ ได้ส่งกองทัพเรือที่เคยปักหลักในทะเลแคริบเบียน เมื่อครั้งปฏิบัติการจับกุมนิโคลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ย้ายมาที่บริเวณใกล้น่านน้ำอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณพร้อมโจมตีจากทรัมป์
ข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน
จากความตึงเครียดที่ดำเนินมาตลอด 1 ปี นับตั้งแต่ทรัมป์เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประเด็นสำคัญที่ทรัมป์พยายามผลักดัน คือ “การหยุดยั้งการพัฒนาสมรรถนะทางด้านอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน” ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีการนำเรื่องนี้กลับขึ้นโต๊ะเจรจาอีกครั้ง โดยสหรัฐฯ มีข้อเสนอ 3 ข้อ ได้แก่ การเลิกเสริมสมรรถนะของแร่ยูเรเนียม การจำกัดการพัฒนาขีปนาวุธเพื่อติดหัวรบนิวเคลียร์ และการเลิกสนับสนุนสงครามตัวแทนในภูมิภาค

The representative from the United Stated, Iran, and Oman ahead of the indirect US-Iran talks, in Geneva, Switzerland, February 17, 2026./ Photo: Iran International
ข้อเสนอ 3 ข้อข้างต้น เป็นประเด็นหลักในการเจรจาทางอ้อมของทั้ง 2 ฝ่าย ที่กรุงเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งมีโอมานเป็นรัฐตัวกลาง โดยก่อนการเจรจา ทรัมป์ได้กล่าวว่าหากอิหร่านไม่ยินยอมต่อข้อเสนอทั้งหมดนี้ สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่าน อย่างไรก็ตาม การเจรจาครั้งนี้ สิ้นสุดลงด้วยการ “ไร้ดีล” และไร้การโจมตีใดๆ จากสหรัฐฯ
นักวิเคราะห์หลายคน มองว่า การไม่เข้าโจมตีในครั้งนี้ของสหรัฐฯ เกิดจากการกดดัน โดยรัฐพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาค เนื่องจากกังวลว่าหากมีการเปิดฉากโจมตี ตนอาจได้รับผลกระทบในด้านการขนส่งน้ำมัน เนื่องจากอิหร่านเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ
อีกทั้ง การโจมตีอิหร่าน แตกต่างจากการโจมตีแบบ “เร็วและได้ผล” ที่สหรัฐฯ กระทำต่อเวเนซุเอลา เนื่องจากอิหร่านมีขีดความสามารถในการตอบโต้ที่สูง และจะตอบโต้สหรัฐฯ อย่างแน่นอน
State of Union 2026
Trump given a speech at the State of Union 2026./ Photo: OPB
ในการกล่าวถ้อยแถลงต่อสภาคองเกรส ทรัมป์ ได้กล่าวถึงนโยบายต่างประเทศของตน ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ นโยบายด้านความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยกล่าวว่า “อีกไม่นานอิหร่านจะสามารถผลิตขีปนาวุธที่มีพิสัยยิงได้ไกลถึงสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ จะใช้วิธีทางการทูตในการเจรจากับอิหร่าน และจะไม่ปล่อยให้ชาติอันดับหนึ่งที่สนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย ถือครองอาวุธนิวเคลียร์”
การพลิกจุดยืนในการตอบโต้อิหร่านครั้งนี้ ส่งผลให้นักวิเคราะห์มองว่าทรัมป์ได้ประเมินแล้วว่าการโจมตีอิหร่านเป็นเรื่องที่ยากมาก เนื่องด้วยผลกระทบที่จะตามมาทั้งต่อสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร
ก่อนหน้านี้ The Washington Post ได้เขียนบทความที่ระบุถึงข้อเสนอแนะของพลเอกแดน เคน นายพลระดับสูงของสหรัฐฯ ต่อทรัมป์ ว่า สหรัฐฯ มีขีปนาวุธไม่เพียงพอต่อการปกป้องชาติพันธมิตรในภูมิภาคตะวันออกกลาง หากอิหร่านทำการโจมตีแบบดาวกระจาย เนื่องจากสหรัฐฯ เสียขีปนาวุธป้องกันจำนวนมากให้กับยูเครนและอิสราเอล ช่วงเวลานี้จึงยังไม่เหมาะที่จะบุกโจมตี
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ ได้โต้ตอบบทความดังกล่าว พร้อมระบุว่า ตนไม่โจมตี เพราะไม่อยากทำ หากอยากทำตนจะสามารถ “เอาชนะได้แบบง่ายๆ (Easily won)”
การเจรจา 26 ก.พ. - โอกาสครั้งประวัติศาสตร์
ในวันที่ 26 ก.พ. ตามเวลาท้องถิ่นสวิสเซอร์แลนด์ สหรัฐฯ และอิหร่านจะมีการเจรจาทางอ้อมอีกครั้ง โดยมีโอมานเป็นรัฐตัวกลางเช่นเดิม โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำข้อตกลงหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น
โดยเมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา มาซูด เปเชซเกียน ประธานาธิบดีอิหร่าน กล่าวว่าตนมีมุมมองที่ดีต่อการเจรจาครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยมองว่ามีแนวโน้มก้าวข้ามสถานการณ์ปัจจุบันที่ไม่ใช่ทั้งสงครามหรือสันติภาพ
Iranian Foreign Minister Abbas Araghchi/ Photo: AFP
ด้านอับบาส อารักชี รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้นำในการเจรจาของอิหร่าน เรียกการเจรจาครั้งนี้ เป็น “โอกาสครั้งประวัติศาสตร์” และมองว่าเป็นข้อตกลงที่สามารถเอื้อมถึง (บรรลุ) ได้
ในแถลงการณ์ของกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน ได้ระบุว่าความสำเร็จในการเจรจาครั้งนี้ขึ้นอยู่กับท่าทีของสหรัฐฯ ว่ามีความจริงจังและหลีกเลี่ยงซึ่งความขัดแย้งมากแค่ไหน
แหล่งที่มา: Al Jazeera
Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news
273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
Email reporter@sapnewsth.com
Tel. 099 569 5964