
วันนี้ (18 มี.ค. 69) เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เดินทางเข้ารายงานตัวต่อสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศให้เลื่อนผู้มีรายชื่อในบัญชีรายชื่อขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนที่ว่าง จากกรณีที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
โดย ดร.อรรถวิชช์ กล่าวถึงแนวทางการทำงานในสภาฯ ว่า พรรครวมไทยสร้างชาติตั้งเป้าผลักดันกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดในราคาถูก และกฎหมายปฏิรูปเครดิตบูโร เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนกว่า 5 ล้านคนเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ตามหลักสากล ทั้งนี้ ยอมรับว่าพรรคมีเพียง 2 เสียงในสภาฯ ทำให้การเสนอร่างกฎหมายต้องอาศัยเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 20 คนตามข้อกำหนด จึงจำเป็นต้องประสานความร่วมมือจากพรรคการเมืองอื่น ๆ โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาล พร้อมย้ำว่าพรรคมีความยินดีหากได้ร่วมรัฐบาล เพื่อผลักดันกฎหมายทั้งสองฉบับให้สำเร็จ สำหรับการโหวตนายกรัฐมนตรี ภายในพรรคมีมติพร้อมสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ยังต้องรอความชัดเจนจากพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยย้ำว่าไม่มีการต่อรองทางการเมือง และให้ความสำคัญกับการผลักดันผลงานเป็นหลัก

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวอีกว่า ส่วนการทำงานภายในพรรค ได้มีการแบ่งบทบาทชัดเจน โดยนายพีระพันธุ์จะมุ่งสร้างเครือข่ายและขยายฐานพรรคในระดับจังหวัด หลังจากก่อนหน้านี้พรรคไม่สามารถส่งผู้สมัครได้ครบทุกพื้นที่เนื่องจากปัญหาการทำไพรมารีโหวต ขณะที่ตนจะรับหน้าที่ขับเคลื่อนงานในสภาฯ โดยเฉพาะการผลักดันกฎหมายสำคัญ พร้อมกันนี้ จะเร่งประสานทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุนให้กฎหมายผ่านความเห็นชอบ โดยเชื่อว่าทั้งกฎหมายเสรีโซลาร์และการปฏิรูปเครดิตบูโรจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านพลังงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ
ดร.อรรถวิชช์ กล่าวอีกว่า ด้านนโยบายพลังงาน จะเดินหน้าตรวจสอบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างจริงจัง โดยชี้ว่าการชดเชยราคาน้ำมันควรอิงต้นทุนที่แท้จริง ไม่ใช่ราคาสมมติ และปัจจุบันโครงสร้างราคาน้ำมันของไทยอ้างอิงราคาน้ำมันดิบดูไบและน้ำมันสำเร็จรูปสิงคโปร์ ทำให้เกิดค่าการกลั่นสมมติ ซึ่งในภาวะวิกฤต เช่น สงคราม จะทำให้ส่วนต่างราคาถ่างออก ส่งผลให้โรงกลั่นได้รับลาภลอย โดยที่ต้นทุนจริงไม่ได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ต่างประเทศมีการจัดเก็บภาษีลาภลอยแต่ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการดังกล่าว จึงเห็นว่าการใช้เงินกองทุนน้ำมันต้องชดเชยเฉพาะส่วนที่ขาดทุนจริง ไม่ใช่ชดเชยกำไร เพราะหากยังใช้กลไกเดิม เงินกองทุนจะไม่เพียงพอในสถานการณ์วิกฤต

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวอีกว่า จากการประเมินสถานการณ์พลังงาน แม้ปัจจุบันน้ำมันยังมีเพียงพอ แต่จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จะส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันในช่วงประมาณ 1 เดือนข้างหน้า เนื่องจากอุปทานล็อตใหม่ไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้ทัน นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นปัญหาน้ำมัน 2 ราคาในประเทศไทย โดยมีทั้งราคาขายปลีกหน้าปั๊มประมาณ 30 บาทต่อลิตร และราคาขายส่งที่สูงกว่า ส่งผลให้โรงกลั่นเลือกขายให้ผู้ซื้อรายใหญ่หรือคนกลาง (จ๊อบเบอร์) ที่ให้ราคาสูงกว่า ทำให้บางพื้นที่เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลน โดยเฉพาะสถานีบริการเอกชนที่ไม่ได้รับโควตาโดยตรง
ดร.อรรถวิชช์ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางแก้ไข เสนอให้รัฐบาลใช้พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันสภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เพียงห้ามส่งออก แต่ควรใช้เพื่อควบคุมราคาโดยอิงต้นทุนเดิมที่นำเข้ามาก่อนหน้า ซึ่งจะช่วยตรึงราคาได้โดยไม่ต้องใช้เงินกองทุนในระยะแรก และค่อยใช้กองทุนชดเชยเมื่อน้ำมันล็อตใหม่เข้ามา พร้อมเตือนว่าหากบริหารจัดการผิดลำดับ โดยใช้กองทุนก่อน อาจทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่อง เนื่องจากรัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ ไม่สามารถกู้เงินเพิ่มเติมได้ และต้องขออนุมัติจาก กกต. ซึ่งอาจทำให้การอุดหนุนสะดุด
ดร.อรรถวิชช์ กล่าวย้ำว่า การบริหารสถานการณ์พลังงานขณะนี้ไม่ใช่ภาวะปกติ แต่เป็นวิกฤตที่ต้องใช้ทุกเครื่องมืออย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่และรัฐมนตรีพลังงานคนต่อไปนำข้อเสนอไปพิจารณา เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด และป้องกันผลกระทบต่อประชาชนในระยะยาว
Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news
273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
Email reporter@sapnewsth.com
Tel. 099 569 5964