
วันนี้ (24 มี.ค. 69) เวลา 11.05 น. ที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ แถลงความคืบหน้าการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง ต่อเนื่องจากการประชุมเมื่อวานนี้ (23 มี.ค. 69) ว่า ได้ติดตามข้อมูลจาก ปตท. และ บางจาก ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาด พบว่าปัจจุบันโรงกลั่นในเครือ ปตท. และบางจาก ได้เพิ่มกำลังการกลั่นน้ำมันขึ้นประมาณร้อยละ 9
นายดนุชา กล่าวอีกว่า ปตท. ได้เพิ่มการผลิตน้ำมันดีเซล เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ส่งผลให้ยอดจำหน่ายน้ำมันโดยรวมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของ PTT OR ที่มียอดจำหน่ายน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 25 และในกลุ่มดีเซลเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 35 ในด้านการกระจายน้ำมัน รัฐบาลได้เร่งส่งน้ำมันไปยังผู้ค้าส่ง หรือจ็อบเบอร์มากขึ้น เพื่อลดความหนาแน่นของภาคอุตสาหกรรมในสถานีบริการ และรักษาปริมาณน้ำมันให้เพียงพอสำหรับประชาชน โดยขณะนี้โรงกลั่นหลัก เช่น ไทยออยล์, GC และ IRPC รวมถึงบางจาก ได้เพิ่มการส่งน้ำมันไปยังจ็อบเบอร์แล้ว ภายหลังภาครัฐผ่อนคลายข้อกำหนดสำรองน้ำมัน ทำให้สามารถกระจายเชื้อเพลิงได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะใช้เวลา 1–2 วัน เพื่อให้ระบบกลับสู่ภาวะปกติ

นายดนุชา กล่าวอีกว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างจัดทำระบบแดชบอร์ด แสดงข้อมูลปริมาณน้ำมันตั้งแต่โรงกลั่น คลังน้ำมัน ไปจนถึงสถานีบริการ คาดว่าจะเปิดให้ประชาชนเข้าตรวจสอบได้ภายในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ (25 มี.ค. 69) เพื่อเพิ่มความโปร่งใส และป้องกันการกักตุน ในส่วนของการกำกับดูแล นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกจังหวัดตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันทุกวัน โดยเฉพาะในระดับอำเภอ ร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อป้องกันการกักตุนและควบคุมปริมาณน้ำมันในระบบ
นายดนุชา กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นการส่งออกน้ำมัน ยืนยันว่าปัจจุบันจำกัดเฉพาะ สปป. ลาว และ เมียนมา เท่านั้น รวมไม่เกินวันละ 5 ล้านลิตร โดยลาวประมาณ 4 ล้านลิตรต่อวัน และเมียนมาประมาณ 3 แสนลิตรต่อวัน โดยการส่งออกไปยังลาวเป็นไปตามความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะไฟฟ้าพลังน้ำ ขณะที่การส่งไปเมียนมาเกี่ยวข้องกับการผลิตก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะถูกส่งกลับมาใช้ผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย
นายดนุชา กล่าวอีกว่า แนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ประเทศไทยต้องบริหารจัดการพลังงานในรูปแบบ Energy Mix โดยเพิ่มสัดส่วนพลังน้ำและพลังงานทางเลือก เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน จึงขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงาน โดยปัจจุบันกำลังการผลิตน้ำมันของประเทศอยู่ที่ประมาณ 175 ล้านลิตรต่อวัน และสามารถเพิ่มได้ไม่เกินร้อยละ 10

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. แถลงว่า กกพ. มีบทบาทกำกับดูแลกิจการพลังงานให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะการกำกับค่าไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ควบคู่กับการสร้างสมดุลระหว่างผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้ประกอบการ เพื่อให้ระบบพลังงานของประเทศมีความมั่นคง เพียงพอ และเป็นธรรมด้านราคา สำหรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยในปี 2568 ยังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลักในสัดส่วนร้อยละ 56 ขณะที่พลังน้ำมีสัดส่วนรวมร้อยละ 15 แบ่งเป็นนำเข้าจาก สปป. ลาว ร้อยละ 12 และผลิตในประเทศร้อยละ 3 ส่วนถ่านหินและลิกไนต์รวมร้อยละ 21 และพลังงานหมุนเวียนประมาณร้อยละ 10
ดร.พูลพัฒน์ กล่าวอีกว่า ในส่วนแหล่งก๊าซธรรมชาติ แบ่งเป็นก๊าซจากอ่าวไทยร้อยละ 50 นำเข้าทางท่อจาก เมียนมา ร้อยละ 10 และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ร้อยละ 40 ซึ่ง LNG มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงพลังงาน โดยมีการจัดหาในรูปแบบสัญญาระยะยาวร้อยละ 70 และตลาดจร (Spot) ร้อยละ 30 เพื่อรองรับความผันผวนของตลาด
ดร.พูลพัฒน์ กล่าวอีกว่า ได้เตรียมจัดหา LNG ล่วงหน้าในช่วงวิกฤต 3 เดือน โดยในช่วงเดือนมีนาคม–เมษายน มีแผนนำเข้า LNG แบบ Spot จำนวน 3 ลำเรือ ปัจจุบันจัดหาแล้ว 2 ลำ และยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่ปริมาณสำรอง LNG ยังอยู่ในระดับสูงเพียงพอต่อความต้องการใช้ของประเทศ ทั้งนี้ การจัดหา LNG ทุกครั้งต้องเป็นไปตามกลไกการแข่งขันด้านราคา เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ไฟฟ้า
ดร.พูลพัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังผันผวน โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคา LNG ในตลาด Spot ปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณ 10 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู เป็น 25 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2.5 เท่า อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่ใช่ปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิง แต่เป็นผลกระทบด้านราคา
ดร.พูลพัฒน์ กล่าวย้ำว่า แม้ไทยจะนำเข้า LNG จากกาตาร์บางส่วน แต่คิดเป็นเพียงประมาณร้อยละ 6 ของก๊าซทั้งระบบ จึงยังสามารถจัดหาจากแหล่งอื่นได้ เนื่องจากแหล่งผลิต LNG กระจายอยู่ในหลายภูมิภาค เช่น ออสเตรเลีย มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และแอฟริกา ในด้านการบริหารจัดการ กกพ. ได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับแผนเชื้อเพลิง โดยเพิ่มการใช้ถ่านหิน พลังน้ำ และก๊าซในประเทศ เพื่อลดการนำเข้า LNG โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สามารถลดการนำเข้า LNG ลงได้ประมาณร้อยละ 70 ของ 1 ลำเรือ และเพิ่มการใช้ก๊าซในประเทศทดแทนได้ราวร้อยละ 50
ดร.พูลพัฒน์ กล่าวยืนยันว่า ระบบไฟฟ้าของไทยยังมีความมั่นคง ไม่เสี่ยงขาดแคลนเชื้อเพลิงในระยะสั้น พร้อมเน้นย้ำว่า กกพ. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับแผนการจัดหาเชื้อเพลิงให้เหมาะสม เพื่อควบคุมต้นทุน รักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้า และลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคเศรษฐกิจให้ได้มากที่สุด

นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มีความตระหนักดีถึงต้นทุนประชาชนจากพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบ ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์มีการติดตามร่วมกับห้างค้าส่งค้าปลีกทุกรายในการตรึงราคาสินค้า เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์มีการพิจารณาแล้วว่าสต็อกเดิมหรือสินค้าเดิมอยู่ในมือแล้วจะไม่มีเหตุผลอันควรที่จะขึ้นราคาในเมื่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ กระทรวงพาณิชย์จึงได้ทำ มาตรการเชิงรุกโดยที่ รมว. พาณิชย์สั่งให้กระทรวงพาณิชย์หารือกับผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีก โมเดิร์นเทรด และผู้ผลิตรายใหญ่ทุกราย รวมถึงสมาคมการค้าที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมค้าส่งค้าปลีกไทย ในการที่จะดำเนิน “โครงการไทยช่วยไทย” ในการร่วมมือกันในการจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในรูปแบบของเฮ้าส์แบรนด์และรูปแบบของไฟติ้งแบรนด์ขึ้นมา
นายกรนิจ กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากกลไกการค้าส่งค้าปลีกยังมีสินค้าอุปโภคบริโภคที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งประกอบด้วยสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ ได้แก่ ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง น้ำมันพืช น้ำปลา สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน ขอเน้นย้ำว่าผู้ผลิตทุกราย โดยเฉพาะรายใหญ่ที่ผลิตสินค้ามีศักยภาพในการที่จะผลิตในเรื่องของเฮ้าส์แบรนด์ของตนเองรวมถึงไฟติ้งแบรนด์ที่เป็นสินค้าที่ประชาชนให้ความนิยมนำมาจำหน่ายเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน โดยโครงการนี้นอกจากจะเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชนแล้ว จะมีการกระจายสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพในช่วงที่มีปัญหาอยู่ในปัจจุบันกระจายไปทั่วภูมิภาคประเทศใน 77 จังหวัด เราจะมีเครือข่ายสมาคมทั่วประเทศโดยจะมีกลไกผู้ผลิตและห้างท้องถิ่นทั่วประเทศร่วมกับโมเดิร์นเทรด และร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ โครงการนี้จะเป็นมาตรการเชิงรุกที่จะดำเนินการภายในสัปดาห์นี้ ส่วนโครงการเป้าหมายจะเริ่มในเดือนเมษายน 2569 และระยะเวลาโครงการนั้น ได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการไว้ โดยมีระยะเวลาอย่างน้อยระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งจะตอบโจทย์รัฐบาลในการตรึงราคาสินค้า
นายกรนิจ กล่าวย้ำว่า ในวันพรุ่งนี้กระทรวงพาณิชย์จะมีการเตรียมเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ซึ่งจะมีการพิจารณาสินค้าที่สำคัญในการยกระดับมาตรการทางกฎหมายเพิ่มจำนวนรายการสินค้าควบคุมในสินค้าที่มีความจำเป็น ซึ่งมาตรการตรงนี้จะเป็นการเพิ่มสินค้าควบคุม และจะมีการปรับมาตรการการควบคุมสินค้าจำเป็น โดยเดิมจะมีการแจ้งแค่เปลี่ยนราคาซึ่งปัจจุบันต้องมีการขออนุญาตก่อนปรับราคาทุกครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์
นายกรนิจ กล่าวอีกว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียมที่จะจัดกิจกรรมกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อให้กับประชาชนธงฟ้าตลอด 4 เดือนตั้งแต่เดือนมีนาคม - สิงหาคม 2569 จะมีการจัดสินค้าราคาประหยัดให้สามารถจัดไปในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศได้ ส่วนพี่น้องเกษตรกรกระทรวงพาณิชย์จะจัดโครงการธงเขียวพลัส เป็นการลดภาระพี่น้องเกษตรกรในการลดค่าปุ๋ยในช่วงเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม 2569 ซึ่งจะเป็นช่วงที่พี่น้องเกษตรกรใช้ปุ๋ยในการทำนาปี ในส่วนการกำกับดูแลสินค้าเมื่อวานนี้ได้มีการจัดชุดผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่เข้าไปติดตามสถานการณ์การค้าร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด พลังงานจังหวัด
นายกรนิจ กล่าวอีกว่า รวมถึงคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ลงพื้นที่เข้าไปตรวจราคาสินค้าในสภาวะการค้าในเขตกรุงเทพและปริมณฑล โดยเข้าไปทั้งหมด 393 แห่ง โดยพบว่ามีการปรับราคาบางส่วนของสินค้า ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีการเข้าไปลงพื้นที่โดยพบข้อมูลว่าจากการลงพื้นที่ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา มีการกระทำผิดกฎหมายแล้วจำนวน 13 ราย ใน 9 จังหวัด โดยส่วนใหญ่เป็นการติดป้ายไม่แสดงราคา กระทรวงพาณิชย์จะมีการดำเนินการร่วมกับพาณิชย์จังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัด พนักงานจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตามภาวะสินค้าให้ประชาชนมั่นใจอย่างต่อเนื่อง

นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศมีเรื่องนำเรียนทั้งหมด 2 เรื่อง ได้แก่ 1. สถานการณ์ในตะวันออกกลางโดยรวมยังคงมีความตึงเครียดโดยมีการโจมตีตอบโต้ระหว่างคู่ขัดแย้งหลักและการโจมตีกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่มีการสกัดกั้นเอาไว้ได้ และช่วงเย็นของเมื่อวานนี้ตามเวลาของประเทศไทยได้มีการประกาศโดยประธานาธิบดีสหรัฐผ่านทางโซเชียลมีเดียว่า สหรัฐและอิหร่านได้มีการหารือกันในทางที่ดีเกี่ยวกับการยุติการเป็นปฏิปักษ์ต่อกันในตะวันออกกลาง
นายปาณิดล กล่าวอีกว่า โดยฝ่ายสหรัฐได้มีการชะลอการโจมตี ต่อโครงสร้างพลังงานของประเทศอิหร่านเป็นระยะเวลา 5 วัน อย่างไรก็ตามมีรายงานว่ามีการปฏิเสธการหารือดังกล่าวและยังมีการแลกเปลี่ยนการโจมตีในภูมิภาคหลังจากนั้น ซึ่งเราคงต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เนื่องจากสถานการณ์โดยรวมยังมีความไม่แน่นอนสูง กระทรวงการต่างประเทศจึงต้องให้คนไทยพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็ว และติดตามข่าวสารช่องทางแนะนำจากช่องทางทางการ รวมถึงแจ้งที่อยู่และหมายเลขติดต่อต่อเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ
นายปาณิดล กล่าวอีกว่า 2. การช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่และการดำเนินการด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยการช่วยเหลือในประเทศอิสราเอลตามที่มีการรายงานเมื่อวานนี้ว่าสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ กำลังประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสายการบิน El Al เพื่อดำเนินการส่งร่างแรงงานไทยในอิสราเอล 1 คน ที่เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิด โดยทราบว่าร่างของผู้เสียชีวิตจะเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันที่ 26 มี.ค. 2569 ในการช่วยเหลือในประเทศอิหร่านและตุรกี ตามที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา และกรมการกงสุลได้ประสานงานอพยพแรงงานไทยฟาร์มกุ้ง 4 คน ออกจากเมืองบันดาร์อับบาส เมืองชายฝั่งตอนใต้ของประเทศอิหร่าน
นายปาณิดล กล่าวย้ำว่า โดยทั้ง 4 คนได้เดินทางข้ามไปยังตุรกีโดยสวัสดิภาพแล้ว และมีกำหนดเดินทางกลับถึงประเทศไทยถึงช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้ ตอนนี้มีนักศึกษาไทยอีก 7 คน แรงงานฟาร์มกุ้งอีก 1 คน รวม 8 คน ซึ่งจะเดินทางทางบกจากประเทศอิหร่านไปยังตุรกีในวันพรุ่งนี้ และตามที่ รมว. ต่างประเทศ ได้ขอความร่วมมือกับประเทศและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยในการเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้น รับทราบว่าล่าสุดเรือพาณิชย์ของไทยบางส่วนสามารถเดินทางออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างปลอดภัย ซึ่งในเรื่องนี้รัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศจะยังคงให้ความสำคัญกับการเดินเรือพาณิชย์ให้เดินเรือปลอดภัยต่อไป
นายปาณิดล กล่าวอีกว่า ในช่วงค่ำของเมื่อวานนี้ รมว. ต่างประเทศ ได้มีการหารือทางโทรศัพท์กับ รมว. ต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยขอบคุณที่มีการช่วยอำนวยความสะดวกให้คนไทยจากประเทศภูมิภาคสามารถเดินทางกลับประเทศไทยผ่านทางซาอุดีอาระเบีย อีกทั้งยังแลกเปลี่ยนความเห็นต่อสถานการณ์ตะวันออกกลางโดยทั้ง 2 ฝ่ายแสดงจุดยืนร่วมกันที่หวังจะเห็นสถานการณ์ความขัดแย้งสิ้นสุดโดยเร็ว โดยการดำเนินการทางการทูตและการเคารพต่อกฎบัตรสหประชาชาติ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ตะวันออกกลางคนไทยได้รับความช่วยเหลือให้ออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยมายังประเทศไทยหรือประเทศที่ 3 รวมทั้งสิ้น 1,483 คน รัฐบาลไทยยืนยันและยึดมั่นที่จะช่วยเหลือประชาชนในตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบให้ออกจากพื้นที่ด้วยความปลอดภัย

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีราคาน้ำมันจะมีการตรึงราคาไปจนถึงเมื่อไหร่ เพราะตอนนี้เหมือนกับว่าดีเซลมันจะแตะที่ 33 บาทแล้ว รวมถึงสาเหตุในการขึ้นของราคาน้ำมันเมื่อคืนเพราะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนว่าเขาไม่ทราบมาก่อนและตกใจกับราคาน้ำมันมาก
นายพรชัย กล่าวว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนอย่างมาก จากเดิมระดับกว่า 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปรับเพิ่มขึ้นไปมากกว่า 200 ดอลลาร์ และล่าสุดยังขยับขึ้นอีกประมาณ 4 ดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงมีบทบาทในการดูแล เพื่อให้ราคาขายปลีกภายในประเทศอยู่ในระดับที่เหมาะสม
นายพรชัย กล่าวว่า ส่วนการตรึงราคาน้ำมันจะทำได้ถึงเมื่อใดนั้น ขึ้นอยู่กับทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกเป็นหลัก หากราคายังปรับตัวเพิ่มขึ้น ก็มีความจำเป็นต้องปรับราคาภายในประเทศตามไปด้วย แต่หากสถานการณ์ทรงตัวและกองทุนยังมีศักยภาพในการดูแล ก็อาจยังไม่จำเป็นต้องปรับราคาในทันที โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
เมื่อถามต่อถึงความชัดเจนเรื่องเพดานของราคาดีเซลซึ่งรัฐบาลบอกว่าตรึงไว้ 33 บาท นายพรชัย กล่าวว่า ขณะนี้ราคาดีเซลใกล้ถึงระดับดังกล่าวแล้ว แต่การจะปรับเพดานเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถระบุได้ในขณะนี้ เนื่องจากต้องพิจารณาจากสถานการณ์ตลาดโลกเป็นสำคัญ โดยในอดีตช่วงวิกฤตรัสเซีย–ยูเครน เคยมีการปรับเพดานขึ้นไปถึงประมาณ 35 บาทต่อลิตร ก่อนทยอยลดมาตรการช่วยเหลือลงเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
เมื่อถามต่อว่าถ้าหากต้องดูสถานการณ์ไปต่อเนื่องจะมีฉากทัศน์เศรษฐกิจว่าในระดับราคาไหนจะต้องมีการตั้งราคาที่เป็นเพดานไว้นั้น นายพรชัย กล่าวว่า สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีการจัดทำฉากทัศน์ หรือ scenario ไว้อย่างต่อเนื่อง โดยนำความผันผวนของราคาน้ำมันในแต่ละวันมาประเมินร่วมกับสภาพคล่องของกองทุน เพื่อพิจารณาว่าจะสามารถเข้าไปดูแลหรือพยุงราคาได้ในระดับใด ก่อนเสนอให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพิจารณาเป็นรายวัน ซึ่งจะมีการรายงานตัวเลขทุกเช้า เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะยังคงมาตรการช่วยเหลือต่อไปได้หรือไม่

ด้าน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวเสริมว่า การพิจารณาราคาน้ำมันจำเป็นต้องอิงกับสถานการณ์ตลาดโลกเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้มีความผันผวนสูง โดยราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ปรับขึ้นไปมากกว่า 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าช่วงวิกฤตรัสเซีย–ยูเครนที่เคยอยู่ราว 135 ดอลลาร์ สะท้อนแรงกดดันด้านพลังงานที่หลายประเทศต้องเผชิญและบริหารจัดการในลักษณะใกล้เคียงกัน
นายดนุชา กล่าวว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีศักยภาพในการดูแลราคาในระดับหนึ่ง แต่ขอความร่วมมือจากประชาชนให้ช่วยกันประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นภาวะไม่ปกติ และมีแนวโน้มจะยืดเยื้อออกไปอีกระยะหนึ่ง แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในบางพื้นที่จะคลี่คลายลง แต่ราคาน้ำมันอาจไม่ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายประเทศได้รับผลกระทบและต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันยังคงมีอย่างต่อเนื่อง
เมื่อถามต่อว่าเพดานของฉากทัศน์เศรษฐกิจมีเป็นภาพที่ชัดเจนเลยหรือไม่ว่าจะตั้งเพดานไว้ที่เท่าไรของกองทุนน้ำมัน และมันมีขีดความสามารถอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ นายพรชัย กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนยังสามารถพยุงราคาได้ในระดับหนึ่งตามที่เลขาธิการสภาพัฒน์ระบุไว้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถกำหนดตัวเลขเพดานที่ชัดเจนได้ เนื่องจากต้องพิจารณาตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกเป็นหลัก และยอมรับว่าในระยะต่อไปอาจมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการกู้เงินเพิ่มเติม โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้เตรียมความพร้อมไว้ในระดับหนึ่ง เพื่อรองรับสถานการณ์และช่วยเหลือประชาชน
ด้าน นายดนุชา กล่าวเสริมว่า การกู้เงินยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการ เนื่องจากเป็นภาระหนี้ของภาครัฐ จึงต้องรอให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารงานอย่างเต็มรูปแบบและผ่านกระบวนการที่เกี่ยวข้องก่อน โดยบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีหน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพราคา หรือ stabilize เพื่อลดความผันผวนของราคาพลังงานในประเทศ ไม่ให้กระทบประชาชนมากเกินไป แต่ขีดความสามารถในการดูแลจะอยู่ได้เพียงใด ยังต้องประเมินจากหลายปัจจัยร่วมกัน
นายดนุชา กล่าวอีกว่า หลายประเทศเริ่มลดการอุดหนุนราคาพลังงาน เช่น มาเลเซีย ที่ปัจจุบันราคาน้ำมันสูงกว่าไทยเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดในการใช้นโยบายอุดหนุน ขณะที่แนวทางในระยะต่อไป หลายประเทศหันมาใช้มาตรการประหยัดพลังงานควบคู่กับการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม ซึ่งไทยเองอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางดังกล่าว และคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังรัฐบาลใหม่เข้าบริหารประเทศเต็มรูปแบบ
เมื่อถามเพิ่มเติมถึงสถานการณ์น้ำมันหน้าปั๊มในกรุงเทพฯ หลังพบว่าบางสถานีบริการ โดยเฉพาะปั๊มย่านพระโขนง ขึ้นป้ายดีเซลหมดและประชาชนจำนวนหนึ่งไม่สามารถเติมน้ำมันได้ อีกทั้งบางปั๊มระบุว่าไม่ทราบสาเหตุที่ยังไม่มีการจัดส่งน้ำมัน ทั้งที่ภาพรวมยืนยันว่าปริมาณน้ำมันยังเพียงพอ จึงตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดจึงยังเกิดภาวะขาดแคลนในบางพื้นที่นั้น
นายดนุชา กล่าวว่า ในช่วงกว่า 20 วันที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการนำน้ำมันดิบเข้ามาประมาณ 3,400 ล้านลิตร ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการกลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อใช้ภายในประเทศ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่มีการเพิ่มกำลังการกลั่นขึ้นอีกประมาณ 9% แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอ แต่เป็นข้อจำกัดด้านการขนส่ง เนื่องจากจำนวนรถขนส่งน้ำมันของแต่ละผู้ประกอบการมีจำกัด และไม่สามารถเพิ่มได้ในระยะเวลาอันสั้น อีกทั้งการขนส่งน้ำมันต้องเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด
นายพรชัย กล่าวว่า แม้ปัจจุบันจะเปิดให้รถขนส่งสามารถวิ่งได้ตลอด 24 ชม. แต่ระบบขนส่งยังอยู่ระหว่างการปรับตัวเพื่อเร่งกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการให้ทั่วถึงมากที่สุด ทำให้บางพื้นที่อาจยังเกิดภาวะขาดช่วงชั่วคราว และในช่วงที่ผ่านมา ผู้ค้าน้ำมันบางรายให้ความสำคัญกับการเติมน้ำมันในสถานีบริการของตนเองก่อน ส่งผลให้การกระจายไปยังปั๊มอื่นลดลง และยิ่งซ้ำเติมปัญหาหน้าปั๊ม ขณะที่สถานีบริการเองก็มีข้อจำกัดด้านความจุถังเก็บน้ำมันในแต่ละประเภท
นายดนุชา กล่าวย้ำว่า สถานการณ์ดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องมาเกือบ 2 สัปดาห์ และคาดว่าจะทยอยคลี่คลาย หากระบบขนส่งกลับสู่ภาวะปกติ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้ตื่นตระหนก และร่วมกันประหยัดพลังงาน เพื่อลดแรงกดดันต่อระบบและช่วยให้สถานการณ์หน้าปั๊มดีขึ้นในระยะสั้น
Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news
273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
Email reporter@sapnewsth.com
Tel. 099 569 5964