“บิ๊กเล็ก” อำลาตำแหน่ง “รมว.กลาโหม” เปิดใจช่วงสู้รบ “ไม่ได้อยากรบ แต่เมื่อรบต้องชนะ”

2026-04-03 14:43 Khanisorn Lorthongdaeng

ปกข่าว เ02.jpg

วันนี้ (3 เม.ย. 69) เวลา 10.00 น. ที่ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ อดีต รมว.กลาโหม เข้ากระทรวงกลาโหม เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ และร่วมพิธีมุทิตาจิต อำลาตำแหน่ง โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม, พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม และข้าราชการกระทรวงกลาโหมร่วมพิธี และมอบดอกกุหลาบอำลา

โดย พล.อ.ณัฐพล ได้กล่าวว่า ขอบคุณสื่อมวลชนที่พยายามเข้าใจ เพราะการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม - ธันวาคม 2568 ก็ได้รับคำแนะนำจากผู้หลักผู้ใหญ่ว่า ตนไม่ต้องพูดอะไรมาก ซึ่งตนจึงตอบกลับไปว่า ถ้าตนเองไม่พูดอีกคน ก็ไม่มีใครกล้าพูดแล้ว ชาวบ้านที่เดือดร้อน สมาคมเกษตรกร และอุตสาหกรรมต่าง ๆ โทรมาขอความช่วยเหลือว่า อยากให้ผ่อนคลายมาตรการบ้าง เพราะได้รับความเดือดร้อน ตนจึงบอกกลับไปว่า อยากให้พูดออกสื่อว่าได้รับความเดือดร้อนอย่างไร แต่พวกเขาก็ไม่กล้าพูดเพราะกลัวทัวร์ลง ซึ่งตนได้บอกไปว่า ก็เห็นอยู่แล้วว่า ตอนนี้ตนเองทัวร์ลง ถ้ายิ่งไปทำอีกคนคนก็ไม่เข้าใจ จึงอยากให้ผู้เดือดร้อนเป็นคนพูดก่อน แต่สุดท้ายเขาก็ไม่กล้าพูด

ลายน้ำ0200.jpg

พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า แต่พอเห็นสงครามในตะวันออกกลางทำให้เห็นว่า ปัจจุบันสังคมโลกเป็นแบบนี้ไปแล้วคือ ใช้กำลังตัดสินปัญหา เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็คงไปแนวนั้น ดังนั้นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นตนเองไม่รู้สึกน้อยใจ เพราะทุกคนก็ถามตนว่า ทำไมโดนด่าขนาดนี้แล้วยังทำหน้าตาสดชื่นได้ ก็เพราะตนเข้าใจ และได้บอกกับสื่อตลอดเวลาว่า การที่ประชาชนไม่เข้าใจ หรือสื่อบางสำนักไม่เข้าใจ เพราะเราพูดไม่หมด เนื่องจากบางอย่างพูดไม่ได้ เพราะพูดแล้วจะเกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง, กองทัพ และทำให้ฝ่ายกัมพูชารู้วิธีคิดของเรา เพราะฉะนั้นเราก็ต้องโดนด่า และถ้าไม่อยากโดนด่าก็ต้องพูด แต่เมื่อมันพูดไม่ได้ก็สมควรโดนด่า และยอมรับการถูกด่าด้วยความเข้าใจ ซึ่งดังนั้น ก็ต้องรอเวลา เมื่อจบภารกิจก็หมดหน้าที่ไป

พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า ตนเองไม่มีอะไรฝากถึง รมว.กลาโหมคนใหม่ รวมไปถึงน้อง ๆ ในกองทัพกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะรัฐมนตรีคนใหม่มีความสามารถ ซึ่ง พล.ท.อดุลย์ เติบโตมาจากในกองทัพ เป็นผู้บังคับหน่วยมาโดยตลอดจนมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งส่วนตัวมองว่า อาจเป็นแนวทางที่สังคมพอใจ และเป็นแนวทางที่ดี โดยต่อไปกระทรวงกลาโหมอาจรุ่งเรืองขึ้นไปเป็นที่พอใจของประชาชน ซึ่งแม้ว่าตนเองจะไม่ได้มาจากหน่วยรบ แต่มาจากกรมยุทธการทหารบกถึง 19 ปี จนเป็นเจ้ากรม ทำให้วิธีคิดของตนก็คิดแบบยุทธการ มองภาพรวม ไม่ได้คิดแบบวิชาการล้วน ๆ แต่วิธีคิดที่ดีที่สุดของตนคือ “ชนะโดยไม่ต้องรบ แต่เมื่อรบต้องชนะ“ ซึ่งจากเหตุการณ์ปะทะทั้ง 2 รอบที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ก่อนการปะทะตนเองได้ไปพูดคุยกับ พล.อ.เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมกัมพูชา ขอให้ถอนกำลังออกไป เพราะเราไม่อยากรบ หรือเอาเลือดเนื้อใครมาเสีย เพราะมองว่าใช้วิธีอื่นตัดสินได้ แต่เมื่อเขาไม่ถอนกำลัง เราก็ต้องเตรียมตัว และพร้อมรบ

0011.jpg

พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า การปะทะครั้งที่ 1 ตนมองว่าความพร้อมของเรายังไม่เต็มที่ จึงบอกกับทางกองทัพบกว่า เอาแค่นี้ก่อน แล้วกลับมาเตรียมความพร้อมให้พร้อม พอมาถึงการปะทะรอบที่ 2 ก็มั่นใจว่าพร้อม จึงปล่อยยาว จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งก็พอแล้ว ซึ่งในทางทหารการที่หน่วยเหนือมอบภารกิจไปว่า ให้ยึดที่หมาย 1-2-3 ถ้าหน่วยรองยึดที่หมาย 1-2-3 ได้ ก็ถือว่าจบแล้ว แต่บางครั้งหน่วยรองบอกว่าที่หมายที่ 4 และ 5 ก็น่าจะเอาด้วย ซึ่งหน่วยเหนือบอกว่าพอแล้ว แค่นี้ก็ถือว่าจบภารกิจแล้ว นี่คือในทางการทหาร จึงอยากให้สื่อเข้าใจ

ส่วนตอนนี้ยังมีสถานการณ์อะไรที่มีความเป็นห่วงหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ห่วงเลย โดยเฉพาะเหตุการณ์ชายแดนที่ไม่เป็นห่วง แต่มีอีกงานหนึ่งที่ทำไว้ และใกล้จะเสร็จแล้ว คือ การเพิ่มเงินค่าตอบแทนให้จ่ากองร้อย, กองพัน และจ่ากรม เนื่องจากมีการยุบสภาพอดี จึงไปต่อไม่ได้ แต่ทางรัฐบาลบอกว่า หากอนุมัติให้ค่าตอบแทนจะผูกพันกับรัฐบาลใหม่ จึงขอชะลอไว้ก่อน ซึ่งทางพลโท อดุลย์ ก็น่าเห็นพ้องด้วยกับแนวทางนี้ เพราะจะเป็นการดูแลกำลังพลชั้นผู้น้อย ซึ่งนายทหารชั้นประทวน นายสิบ ถือเป็นกระดูกสันหลังของกองทัพ เราจึงพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งใช้เงินไม่มาก แต่เป็นการดูแลด้านขวัญกำลังใจ โดยเรื่องในระดับกระทรวงกลาโหมจบแล้ว เพราะตอนนี้ได้ส่งเรื่องไปที่กระทรวงการคลัง แต่ว่าเรื่องดังกล่าวจะผูกพันกับ ครม.ชุดใหม่ จึงขอเลื่อนเป็นการตัดสินใจของ ครม.ใหม่ ที่จะเป็นผู้พิจารณา แต่ตนมั่นใจว่า พล.ท.อดุลย์ จะเห็นด้วย เพราะเป็นนักเรียนนายสิบเก่า ซึ่งก็จะเข้าใจหัวอกนายสิบ และทหารชั้นประทวน

ลายน้ำ00213.jpg

พลเอก ณัฐพล กล่าวอีกว่า การสู้รบที่ผ่านมา ทหารที่เสียชีวิตก็เป็นนายสิบ และจ่า ตนจึงสะท้อนใจ เพราะไม่อยากให้เกิดการสูญเสีย พร้อมยกตัวอย่างที่สหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการในประเทศเวเนซุเอลา แต่ว่าไม่มีการสูญเสียเลย หมายความว่าอำนาจการรบเหนือกว่ากันมาก แต่ของไทยการสู้รบทั้ง 2 ครั้ง กำลังพลเสียชีวิตไปทั้งหมด 42 นาย ในช่วงที่ตนเป็น รมช. จนมาเป็น รมว. ทำให้ตนก็รู้สึกเสียใจ แต่ถือว่าภารกิจเราประสบความสำเร็จ เพราะทหารถ้าถึงเวลาต้องรบ จะไม่คิดถึงเรื่องการสูญเสีย แต่สิ่งที่ตนเองคิดก่อนเสมอคือ ถ้าไม่รบได้จะดีที่สุด และไม่สูญเสียได้จะดีที่สุด แต่ถ้าถึงคราวรบ เราจะไม่คิดเรื่องนั้นแล้ว เพราะทุกคนที่เป็นทหารต้องสละชีพเพื่อชาติ ทั้งนี้ พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า ขอบคุณสื่อมวลชน ซึ่งตนได้ยึดถือแนวทางความถูกต้อง ในการแก้ไขปัญหา ใช้สติปัญญา ส่วนใช้กำลังจะเป็นเรื่องสุดท้าย โดยใช้หลักการดีที่สุด “ชนะโดยไม่ต้องรบ แต่เมื่อรบต้องชนะ“

ภาพ : Weeraphat Ratsameerueangrong

Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news



  Frame 4.png   Frame 5.png   Frame 2.png   Frame 3.png

273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400

Email reporter@sapnewsth.com‍

Tel. 099 569 5964