
วันนี้ (6 เม.ย. 69) เวลา 22.06 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ได้รายงานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และที่ประชุม ครม. ได้มีมติให้ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ไปดำเนินการต่อ ซึ่งแนวทางที่ คตร. นำเสนอมีหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเรียกโรงกลั่น หรือใช้อำนาจในฐานะคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน โดยวันพรุ่งนี้ (7 เม.ย. 69) ตนจะเรียกประชุมทันทีในช่วงเวลา 13.00 น.
ผู้สื่อข่าวถามว่าแนวทางที่วางไว้จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงได้หรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า มี 2 ส่วน คือส่วนที่น้ำมันขึ้นเพราะราคาตลาด และอีกส่วนที่ราคาขึ้นมา เพราะในสถานะปัจจุบันที่เรานำเงินกองทุนไปแบกรับภาระ ซึ่งส่วนนี้ต้องชัดเจน เพราะเป็นการแบกรับภาระให้ราคาน้ำมันถูกลงสำหรับประชาชน ไม่ใช่ไปแบกกำไรของโรงกลั่น เพราะปัจจุบันระบบบ้านเรามีการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งก่อนที่จะนำเข้าระบบราคาไปอ้างอิงตลาดที่สิงคโปร์ เราเห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีความผันผวนแปรปรวน ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์เพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ แพงมากกว่าเรตราคาน้ำมันดิบที่ขึ้น จึงทำให้ตัวเลขที่เราเรียกว่าค่าการกลั่นสูงขึ้น เพราะในส่วนราคาอ้างอิงสิงคโปร์จะมีราคาต้นทุนน้ำมันดิบ และค่าการกลั่นจึงเห็นตัวเลขพุ่งสูงขึ้น ซึ่งใน คตร. ตนเข้าใจว่าได้มีการหารือ และมีการแจ้งว่าพุ่งสูงขึ้นผิดปกติจริง ๆ
นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า ในเดือนมีนาคมที่ตัวเลขจริงโรงกลั่น จะมาอ้างว่าไม่ใช่แค่น้ำมันที่แพงขึ้นแต่น้ำมันดิบ มีค่าพรีเมียม ขึ้นเรื่องการประกันและการขนส่งที่แพงขึ้น วันนี้ต้นเดือนเมษายนเราได้เรียกต้นทุนจากทุกโรงกลั่นมาแล้ว ซึ่งต้องนำมาดูว่าเมื่อหักลบกลบหนี้เสร็จแล้ว ตัวกำไรที่เกิดจากค่าการกลั่นมีมากผิดปกติหรือไม่ ถ้ามากผิดปกติก็ทำได้ 2 วิธีคือ 1. ให้เอากำไรหรือผลประโยชน์ส่วนเกินคืนกลับมาจะรูปแบบใดก็แล้วแต่ ซึ่งตนยืนยันว่ามันมีวิธีไม่ใช่เรื่องของการบริจาคอย่างเดียว 2. คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานก็สามารถใช้อำนาจในการนำพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ไปกดราคาหน้าโรงกลั่นได้เลย ซึ่งอย่างน้อยที่สุดตอนนี้ก็มี 2 วิธี ในวันพรุ่งนี้ผมจะเข้ากระทรวงและจะดำเนินการตามมติ ครม. วันนี้ โดยการเรียกโรงกลั่นเข้ามาคุย และในช่วงบ่ายจะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ทันที

นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า ส่วนเพดานค่าการกลั่นนั้นในปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ใช้ค่าการกลั่นในสถานการณ์ปกติ ซึ่งวันนี้เป็นสถานการณ์ผิดปกติ ทำให้ราคาแพงขึ้น ซึ่งบางส่วนที่แพงขึ้นเพราะเป็นค่าพรีเมียม ในช่วงสถานการณ์ปกติ ราคาค่าการกลั่นอยู่ที่ 2 บาทกว่าไม่เกิน 3 บาท ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงเดือน มี.ค. 2569 ราคาค่าการกลั่นขึ้นสูงถึง 7 บาท และเข้ามาในช่วงเดือนเมษายนไม่กี่วันราคาขึ้นมา 16-17 บาท ทั้งนี้ ในวันที่ 7 เม.ย. 69 จะนำตัวเลขจริงทั้งหมดมาดู ซึ่งวันนี้ประเทศไทยต้องเลิกใช้ตัวเลขทิพย์ ตัวเลขในใจมากำหนดเพดานค่าการกลั่นได้แล้ว
เมื่อถามว่าจะมีกำหนดค่าการกลั่นหรือไม่ว่าควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า เราต้องมาดูซึ่งปัจจุบันตัวเลขที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน (สนพ.) เป็นค่าการกลั่นในสถานการณ์ปกติ เมื่อสถานการณ์ผิดปกติก็สูงขึ้น ส่วนที่สูงขึ้นก็เนื่องมาจากวัตถุดิบ พรีเมียม หรือจะเป็นค่าประกันที่แพงขึ้น เราอาจจะอนุญาตให้นำมาหักกลบลบหนี้ได้ อย่างไรก็ตามดูแล้วก็แพงขึ้นผิดปกติ ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องเอาคืนกลับมา
เมื่อถามอีกว่าที่บอกว่าแพงขึ้นผิดปกติคือตัวเลขเท่าใด นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตนขอให้ตัวเลขแบบนี้ ว่าค่าการกลั่นในสถานการณ์ปกติอยู่ที่ 2 บาทกว่า ซึ่งจะเห็นในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 2 บาทไม่เกิน 3 บาท แต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 7 บาท มาเดือนเมษายนผ่านมาเพียง 6 วัน ค่าการกลั่นพุ่งไปประมาณ 16-17 บาท ซึ่งถือว่าผิดปกติ
เมื่อถามต่อว่าราคาน้ำมันคืนนี้จะมีการปรับขึ้นอีกหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า เป็นการถามผิด เพราะเราชอบไปดูแต่ราคาน้ำมันดิบ สิ่งที่เป็นปัญหาวันนี้คือราคาที่หน้าโรงกลั่นที่ไม่ได้อ้างอิงราคาน้ำมันดิบ แต่อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งส่วนนี้เป็นตัวเลขที่เป็นปัญหา และอีกส่วนคือราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นประมาณ 70 เหรียญ ไปจนถึง 100 เหรียญ แต่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปเช่น ดีเซล ราคาเพิ่มขึ้นจากราคา 100 กว่าเหรียญ ไปจนถึง 300 กว่าเหรียญ เป็นการเพิ่มขึ้นที่สูงมาก

นายเอกนัฏ กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยนั้นมีโรงกลั่นเราไม่ได้ซื้อน้ำมันสำเร็จรูปมาแต่เราซื้อน้ำมันดิบมากลั่น ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้โรงกลั่นต้องช่วยกัน ไม่ใช่อาศัยสถานการณ์ความแปรปรวนทำให้น้ำมันสำเร็จรูปที่มีน้อยและผลิตออกมาน้อย ซึ่งโรงกลั่นในประเทศมี 6 โรง กลับมาบีบให้คนไทยต้องใช้น้ำมันในราคาแพง หรือหากวันนี้น้ำมันไม่แพงก็เพราะกองทุนน้ำมันมาชดเชย ซึ่งก็ยังเป็นภาระกับผู้ใช้น้ำมันอยู่ดี
นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า ดังนั้นควรมาอยู่ในสถานะที่แฟร์ ซึ่งการที่โรงกลั่นอยู่ในประเทศไทยได้ถือว่าเป็นสิทธิประโยชน์ส่วนหนึ่ง ในเวลาวิกฤตก็ควรจะมาช่วยกันซึ่งตนขอให้โอกาสเขาก่อน และยืนยันว่า กบง. มีอำนาจแน่นอน ทั้งมีคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรีที่ให้อำนาจ กบง. กำหนดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นกันได้ รวมไปถึงกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งวันนี้สามารถนำตัวเลขทุกอย่างมาพูดคุยกันได้ และนายกรัฐมนตรีได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ในการเรียกข้อมูลทั้งหมด ดังนั้นของจริงที่เกิดขึ้นควรที่จะนำมาพูดคุยกันว่าเป็นอย่างไร
เมื่อถามเพิ่มเติมว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ราคาน้ำมันจะมีการปรับลดลงหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตามสิ่งที่ตนได้บอกว่าเราต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ สิ่งที่เกิดขึ้นตามราคาตลาดเนื่องจากมีการสู้รบกันอยู่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะยุติเมื่อไหร่ และอีกส่วนคือ กลไกการกำหนดราคาในประเทศไทยว่าสมควรหรือไม่ ซึ่งเรามีอำนาจในการกำหนด หากกลไกถูกบิดเบือนซึ่งหากไปให้กำไรกับโรงกลั่นมากเกินไป จนเป็นภาระกับกองทุนน้ำมันและประชาชน ต้องมีการเรียกเก็บคืนมา และมีการลดราคาหน้าโรงกลั่นและปั๊มน้ำมันลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ในวันพรุ่งนี้ตนจะทำทันที
ภาพ : Weeraphat Ratsameerueangrong
Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news
273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
Email reporter@sapnewsth.com
Tel. 099 569 5964