
วันนี้ (24 เม.ย. 69) เวลา 14.08 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผลการหารือกับนายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า วันนี้ในการหารืออย่างเป็นทางการ ท่านได้หารือที่กระทรวงการต่างประเทศนะ ท่านก็มีน้ำใจมีไมตรีที่จะแวะมาเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ซึ่งก็ได้มีการพูดคุยแล้วก็ยืนยันความสัมพันธ์แล้วก็การสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างสองประเทศ
ส่วนมีการพูดถึงเรื่องสถานการณ์วิกฤตพลังงานร่วมกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พูดคุยทุกอย่างแล้วก็ขอให้ทางจีนได้ช่วยถ้าไปเจรจาอะไรกับการเปิดช่องแคบ เจรจาเรื่องของการบริหารจัดการจัดส่งพลังงาน น้ำมันดิบ แก๊ส ก็ขอให้นึกถึงให้รวมประเทศไทยอยู่ในบริบทการเจรจาด้วย เพราะว่าเส้นทางเดินเรือต่าง ๆ ที่ตะวันออกกลางไปประเทศจีนมันก็ต้องมีส่วนที่ผ่านประเทศไทยด้วย ซึ่งด้านหวัง อี้ เองก็บอกว่าขออย่าได้กังวล เพราะว่าประเทศไทยกับประเทศจีนเนี่ยความสัมพันธ์นี้เปรียบเสมือนพี่น้องกัน
นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเองก็เลยได้ถือโอกาสคุยในเรื่องของปุ๋ยด้วย และบอกว่าในเรื่องของวิกฤตพลังงานประเทศไทยน่าจะบริหารจัดการเรื่องของน้ำมันได้ในสภาวะที่ค่อนข้างจะนิ่งแล้วแต่ไม่ได้บอกว่ามั่นคง เพราะเราไม่รู้ว่าสงครามมันจะยาวไปอีกเมื่อไหร่ แต่ว่าในช่วงนี้เราสามารถที่จะให้ความมั่นใจว่าเรื่องของน้ำมันมันจะไม่มีคำว่าขาดแคลนหรือมีปัญหาอย่างแน่นอน และได้ตรวจสอบกับทางกลุ่ม ปตท. แล้วก็ดูโลจิสติกส์ทุกอย่างแล้วประเทศไทยสามารถมั่นใจได้ว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องน้ำมัน ตนเองได้บอกนายหวัง อี้ ว่าถ้าในเมื่อน้ำมันเราบริหารจัดการได้
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า มีอีก 2 ประเด็นใหญ่ซึ่งถ้าเราสามารถได้รับการสนับสนุนจากจีนประเทศไทยเราก็จะไม่มีปัญหาใด ๆ ที่เป็นผลกระทบอย่างหนักจนรับไม่ได้จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง 1 คือเรื่องปุ๋ยอยากให้จีนเนี่ยได้พิจารณาในเรื่องของการจำหน่ายปุ๋ย ถ้าเขามีปริมาณมากเพียงพอเพื่อมาช่วยเกษตรกรชาวไทย เพราะประเทศไทยเป็นประเทศทั้งอุตสาหกรรมทั้งเกษตรกรรม ถ้าเราสามารถจัดสรรปุ๋ยให้มาเพียงพอในประเทศไทยได้ ซึ่งนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม (รักษาการ รมว.เกษตรและสหกรณ์) ไปเจรจากับรัสเซียด้วย ถ้าจีนกับรัสเซียสามารถมีโควต้าปุ๋ยมาจำหน่ายประเทศไทยได้มันก็จะไม่มีทำให้ปัญหา

ส่วนฝั่งของจีนมีการขอความร่วมมือจากไทยอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ฝ่ายจีนแจ้งว่าภายหลังการเยือนกัมพูชา มีความพร้อมที่จะมีบทบาทเป็นตัวกลางในการช่วยคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้ง พร้อมทั้งสะท้อนว่าท่าทีของกัมพูชาต่อไทยในขณะนี้ไม่ได้ต้องการเผชิญหน้าหรือยกระดับความขัดแย้ง โดยจีนได้สื่อสารข้อมูลดังกล่าวให้ฝ่ายไทยรับทราบ ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้ยืนยันกลับไปว่า ไม่ต้องการมีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านใด ๆ แต่การฟื้นฟูความสัมพันธ์จำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอน โดยต้องมีการกำหนดกรอบและแนวทางการเจรจาที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างกันได้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะสั้น และเป็นท่าทีที่ได้สื่อสารต่อฝ่ายจีนอย่างชัดเจนแล้ว
เมื่อถามว่าจีนก็เข้าใจบรรยากาศของเราใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เขาเข้าใจดี เราได้พูดกันลึกพอสมควรว่าปัญหาที่แท้จริงเนี่ยมันมาอย่างไร แล้ววิธีการแก้ไขควรจะต้องใช้แนวปฏิบัติเช่นไร
เมื่อถามต่อว่าจีนยืนยันความเป็นกลางหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ได้บอกว่าเขามายืนยันความเป็นกลาง แต่เขาบอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศพี่น้องบ้านพี่เมืองน้อง ตนเองก็ยังบอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ๆ เขาบอกไม่ใช่สำหรับจีน ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใหญ่ในภูมิภาคนี้ เพราะฉะนั้นเราไม่จำเป็นต้องให้เขามายืนยันอะไรว่าเขาจะเป็นกลางไม่เป็นกลาง แต่เราต้องดูท่าที
ส่วนมีการพูดคุยถึงความร่วมมือในการปราบแก๊งสแกมเมอร์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คุย ไทยให้ความร่วมมือกับจีนอย่างจริงจังมาโดยตลอด เห็นได้จากการดำเนินมาตรการเข้มงวดจนสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ตั้งแต่ระดับรายใหญ่ไปจนถึงเครือข่ายย่อย และส่งตัวกลับไปดำเนินคดีในจีนจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคคลสำคัญในขบวนการ หากไทยไม่ดำเนินการอย่างเด็ดขาด ผู้กระทำผิดเหล่านี้อาจยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในประเทศ ทั้งนี้ ฝ่ายจีนรับทราบและเห็นถึงความตั้งใจจริงของไทยในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างชัดเจน
ส่วนจีนไม่มีการแสดงความสนใจในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยหรือไม่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง กล่าวว่า จีนยังคงให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องและมีจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ หุ่นยนต์ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าจีนมองประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับการลงทุนในภูมิภาค

ส่วนในช่วงเที่ยงของวันนี้ที่ผ่านมามีการพูดคุยชวนกับทางด้านนายหวัง อี้ ให้มาลงทุนเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศไทยเปิดกว้างต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ พร้อมสนับสนุนในทุกด้านตามความต้องการของนักลงทุนเป็นรายกรณี
ส่วนประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ นายอนุทิน กล่าวว่า ได้มีการหยิบยกขึ้นหารือ โดยเห็นว่าไทยควรพิจารณาโครงการนี้อย่างจริงจังมากขึ้นนับจากนี้ ท่ามกลางแนวโน้มที่ประเทศในภูมิภาคอย่างอินโดนีเซียเริ่มให้ความสนใจพัฒนาเส้นทางทางเลือกแทนการพึ่งพาช่องแคบมะละกา แม้โครงการจะยังไม่เกิดขึ้นในทันที แต่ถือเป็นความจำเป็นที่ไทยต้องเตรียมพร้อม เนื่องจากการพึ่งพาเส้นทางผ่านน่านน้ำของประเทศอื่นเพียงช่องทางเดียว อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากหากเกิดสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ดังนั้นจึงควรพิจารณาทางเลือกด้านโครงสร้างพื้นฐานควบคู่ไปด้วย
ส่วนได้มีการพูดคุยถึงการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การพบหารือครั้งนี้เป็นเพียงการเข้าเยี่ยมคารวะในลักษณะ courtesy call จึงไม่มีการเจรจาเชิงลึกในประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะเรื่อง MOU 2543 และ MOU 2544 ซึ่งไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ เนื่องจากเป็นประเด็นระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชา และต้องดำเนินการภายใต้กรอบที่รัฐบาลไทยกำหนด
นายอนุทิน กล่าวว่า MOU 2544 ไม่ได้ถูกยกเลิกเพราะสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน แต่เป็นเพราะไม่มีความคืบหน้ามาเป็นเวลานาน ประกอบกับบริบทของโลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องยุติข้อตกลงที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ขณะที่ MOU 2543 ยังมีความคืบหน้าและมีข้อตกลงร่วมกันในหลายประเด็น จึงยังสามารถเดินหน้าต่อได้
เมื่อถามย้ำว่าทางกระทรวงการต่างประเทศก็เห็นด้วยที่จะให้มีการยกเลิก MOU 2544 ใช่หรือไม่เพราะว่ามีนักวิชาการออกมาเห็นต่างในเรื่องนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า “จะมีอะไรก็แล้วแต่ เข้า สมช. เมื่อวานแล้ว สมช. มีมติครับ“
ส่วนการที่จีนมาช่วยพูดว่าทางกัมพูชาเหมือนเขาไม่อยากสู้กับไทยแล้วคล้ายเป็นการพยายามจะเป็นคนกลางในการจัดการปัญหาความขัดแย้งไทยและกัมพูชาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราอย่าเพิ่งไปพยายามเดาใจอะไรเขา เราต้องนึกถึงสิ่งที่ประเทศไทยจะได้อะไรจากท่าทีนี้แล้วประเทศไทยจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่ ประเทศไทยจะไม่เสียเปรียบด้านใด ๆ เลยอธิปไตยของเราก็ยังเหมือนเดิมอยู่ ดินแดนของเราก็ยังเหมือนเดิมอยู่ เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลจะตัดสินใจในแนวทางใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลัก ยังไม่ต้องไปพูดถึงตรงนั้น
ส่วนการเปิดเผยของจีนว่ากัมพูชาไม่อยากสู้กับประเทศไทยแต่ท่าทีสวนกันกับสถานการณ์ชายแดนในตอนนี้ที่ยังมีการยั่วยุกันไปมานั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ตรงนั้นเราก็ไม่รู้ว่าการยั่วยุในระดับไหน เหตุผลอะไร แต่มันไม่ใช่การยั่วยุเพราะรัฐบาลสั่งมา ตราบใดที่เขายังอยู่ในเขตของเขาเขาไม่ได้ล่วงล้ำดินแดนของเรา เราต้องมีความอดทน เราต้องนิ่ง นิ่งให้เป็น แล้วเราก็ไม่ต้องยั่วยุกลับ ขอให้ทราบแต่เพียงว่าเกินเส้นนี้ไม่ได้ ก็น่าจะโอเค
ภาพ : Khanisorn Lorthongdaeng
Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news
273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
Email reporter@sapnewsth.com
Tel. 099 569 5964