
วันนี้ (27 พ.ค. 69) ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และ สส.พรรคประชาชน ได้ร่วมกันแถลงข่าวสะท้อนความคืบหน้าครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมือง โดยทำการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งในครั้งนี้ทางพรรคได้เตรียมข้อเสนอแยกเป็น 2 ร่าง เพื่อเสนอให้รัฐสภาพิจารณา โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดในการผลักดันให้เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มีความเป็นประชาธิปไตยและยึดโยงกับประชาชน
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้เปิดเผยถึงหลักการในการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ว่า ตนเองและสมาชิกพรรคประชาชนได้ร่วมกันลงนามในร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 15/1 โดยยึดมั่นใน 3 หลักการสำคัญอย่างเคร่งครัด ได้แก่:
1.การส่งเสริมและการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้มากที่สุด
2.กระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องไม่ถูกผูกขาดหรือครอบงำโดยกลุ่มก้อนทางการเมืองใดกลุ่มหนึ่ง
3.จะต้องไม่มีการเพิ่มสิทธิพิเศษใด ๆ ให้แก่สมาชิกวุฒิสภา (สว.)
พรรคประชาชนยืนยันว่าพร้อมที่จะให้การสนับสนุนทุกร่างกฎหมายจากพรรคการเมืองอื่น ๆ เช่นกัน หากร่างเหล่านั้นมีเนื้อหาสาระที่สอดคล้องกับหลักการทั้ง 3 ข้อนี้

สำหรับสาเหตุสำคัญที่พรรคประชาชนจำเป็นต้องยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญพร้อมกันถึง 2 ร่าง นายณัฐพงษ์ชี้แจงว่า เป็นการยอมรับและปรับตัวภายใต้ข้อจำกัดทางการเมืองและข้อกฎหมาย จากการที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้คำวินิจฉัยที่ 18/2568 ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุไว้ในทำนองว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกตั้งผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ทั้งหมด ดังนั้น การเสนอ 2 ร่างจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องการสร้างหลักประกันและความมั่นใจว่า อย่างน้อยที่สุดประธานรัฐสภาจะพิจารณาบรรจุร่างของพรรคประชาชนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาอย่างน้อย 1 ร่าง
โดยหนึ่งในร่างที่เสนอนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่ง สสร. ที่ถอดแบบมาจากร่างเดิมที่พรรคเคยเสนอไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งในตอนนั้นเคยได้รับเสียงสนับสนุนและความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนมาแล้วก่อนที่จะมีการยุบสภา พรรคประชาชนจึงเชื่อมั่นว่า หากสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะกลุ่ม สว. ยังคงยึดถือหลักการเดิมในการพิจารณา ร่างของพรรคประชาชนอย่างน้อย 1 ฉบับจะสามารถผ่านความเห็นชอบในวาระที่หนึ่งได้อย่างแน่นอน และขอยืนยันว่าทั้งสองร่างที่เสนอไปนั้นสอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน
ทางด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้แถลงอธิบายในรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ โดยระบุว่า ร่างทั้ง 2 ฉบับนี้มีโครงสร้างและเนื้อหาสาระสำคัญเหมือนกันเกือบทั้งหมดเกือบ 100% ปลายทางของทั้งสองร่างคือการตั้ง สสร. จำนวนทั้งหมด 150 คนเท่ากัน แต่จุดที่มีความแตกต่างกันเพียงประการเดียวคือ “กระบวนการเลือกตั้งและคัดเลือก สสร.” เพื่อตอบสนองต่อข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยมีรายละเอียดดังนี้
ร่างที่หนึ่ง: กำหนดให้ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้งโดยตรงจนได้แคนดิเดต สสร. ครบทั้ง 150 คน โดยแบ่งเป็น สสร. จากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจำนวน 100 คน เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนในเชิงพื้นที่ของแต่ละจังหวัด และอีก 50 คน มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เพื่อให้ได้ตัวแทนในเชิงประเด็นเฉพาะทางหรือกลุ่มอาชีพที่หลากหลาย จากนั้นจะทำการส่งรายชื่อแคนดิเดตที่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนทั้ง 150 คนนี้ ไปให้รัฐสภาพิจารณารับรอง ซึ่งเกณฑ์การรับรองของสภาคือต้องลงมติเห็นชอบ “ยกเข่งทั้งคณะ” 150 คน ไม่สามารถเลือกพิจารณาหรือคัดชื่อออกเป็นรายบุคคลได้ หากรัฐสภาลงมติรับรอง รายชื่อทั้งหมดก็จะได้ปฏิบัติหน้าที่เป็น สสร. ทันที แต่หากรัฐสภาไม่ให้การรับรอง รายชื่อทั้งหมดจะตกไป และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้ง 150 คน
ร่างที่สอง: กำหนดให้ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้งเพื่อคัดเลือกแคนดิเดต สสร. เข้ามาล่วงหน้าในจำนวน 2 เท่าของจำนวน สสร. จริง หรือคิดเป็นจำนวน 300 คน โดยแบ่งเป็นแคนดิเดตจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต (ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง) จำนวน 200 คน และแคนดิเดตจากแบบบัญชีรายชื่อ (ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง) จำนวน 100 คน เมื่อได้รายชื่อแคนดิเดตครบทั้ง 300 คนแล้ว จะทำการส่งบัญชีรายชื่อนี้ให้รัฐสภาพิจารณาคัดเลือกให้เหลือ 150 คน

นายพริษฐ์ได้อธิบายต่อถึงเทคนิคการคัดเลือกในร่างที่สองว่า มีการออกแบบกลไกโดยยึด 2 หลักการสำคัญเพื่อป้องกันไม่ให้เสียงข้างมากของสภาล่างหรือฝ่ายการเมืองเข้ามาผูกขาดกระบวนการ โดยกำหนดให้สมาชิกรัฐสภาลงมติคัดเลือกแบบ “ลงคะแนนลับ” วิธีนี้จะทำให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็น สสร. ไม่มีหลักฐานหรือร่องรอยที่ชัดเจนว่าตนเองได้รับคะแนนเสียงมาจากสมาชิกรัฐสภาคนใดหรือจากพรรคการเมืองไหน ซึ่งจะช่วยรักษาความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ของ สสร. ได้อย่างแท้จริง โดยการคัดเลือกจะแยกออกเป็น 2 สายอย่างชัดเจน คือ สายแรกให้รัฐสภาคัดเลือกจากตัวแทนแบบแบ่งเขต 200 คน ให้เหลือ 100 คน และสายที่สองให้รัฐสภาคัดเลือกจากตัวแทนแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ให้เหลือ 50 คน โดยให้สมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่จำนวน 700 คน ลงมติเลือกแคนดิเดตได้เพียงคนเดียว (1 คน 1 เสียง) เป็นการลับ
นอกจากนี้ ในร่างที่สองจะนำระบบการคำนวณคะแนนพึงมีมาใช้กับทั้ง 2 สาย โดยในรอบแรก แคนดิเดต สสร. คนใดที่ได้รับคะแนนเสียงจากสมาชิกรัฐสภาตั้งแต่ 7 คะแนนขึ้นไป จะถือว่าได้รับการคัดเลือกให้เป็น สสร. ทันที ซึ่งหากในรอบแรกมีผู้ได้คะแนนตามเกณฑ์นี้ครบ 100 คนพอดี ก็จะถือว่ากระบวนการเสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่หากคะแนนในรอบแรกยังได้ สสร. ไม่ครบตามจำนวน จะเปิดให้สมาชิกรัฐสภาลงมติเลือกอีกครั้ง โดยจะนำแคนดิเดตที่มีคะแนนสูงสุด 20 อันดับแรกที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ในรอบแรก นำมาคัดเลือกเติมให้เต็มจำนวน และหากยังไม่ครบอีก ก็จะจัดให้มีการเลือกรอบที่สามและรอบที่สี่ต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ สสร. ครบตามจำนวนที่กำหนด
สำหรับเนื้อหาที่เหมือนกันใน 5 ประเด็นหลักของร่างทั้ง 2 ฉบับ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้:
กำหนดให้ สสร. ต้องจัดตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาหนึ่งคณะ มีจำนวนกรรมการไม่เกิน 45 คน โดยกึ่งหนึ่ง (อย่างน้อย 23 คน) จะต้องเป็นบุคคลที่เป็น สสร. เอง ส่วนที่เหลือเปิดช่องให้ สสร. ตัดสินใจร่วมกันว่าจะแต่งตั้งจาก สสร. หรือบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญก็ได้ รวมถึงสามารถตั้งคณะกรรมาธิการชุดอื่น ๆ ได้ตามความเหมาะสม
กำหนดให้ สสร. มีอำนาจเต็มจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ทั้งฉบับ โดยมีการวางกรอบเนื้อหากว้าง ๆ ไว้ 10 ข้อ ซึ่งในจำนวนนั้นมี 2 ข้อที่ระบุไว้อย่างชัดเจนและหนักแน่นว่าจะต้องไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ซึ่งเป็นไปตามแนวทางและหลักการของมาตรา 255 ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ยืนยันว่าจะไม่มีการแก้ไขเนื้อหาในหมวด 1 และหมวด 2 อย่างแน่นอน
กำหนดกรอบระยะเวลาในการทำงานให้ สสร. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในเวลา 360 วัน
กำหนดให้ สสร. สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงักหรือสะดุดลง แม้ว่าในระหว่างนั้นจะเกิดเหตุการณ์ยุบสภาผู้แทนราษฎร หรืออายุของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะสิ้นสุดลงก็ตาม
เมื่อ สสร. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว จะต้องส่งร่างดังกล่าวกลับมาให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนที่จะนำไปสู่ขั้นตอนการลงประชามติของประชาชน โดยเกณฑ์การตัดสินจะใช้เสียงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ โดยไม่มีการเพิ่มอำนาจหรือกำหนดเงื่อนไขพิเศษใด ๆ ให้กับ สว. หรือ สส. กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นกรณีพิเศษ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยว่ามีเนื้อหาขัดแย้งกับหลักการของพรรคประชาชนหรือไม่ นายพริษฐ์ระบุว่า ทางพรรคประชาชนได้มีการพูดคุยหารือกับพรรคเพื่อไทยมาเป็นระยะ โดยล่าสุดเพิ่งมีการพูดคุยกันเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ และเข้าใจว่าสาระสำคัญของร่างที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอนั้นเป็นไปตามที่เคยแถลงไว้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ทางพรรคประชาชนมองว่าสอดคล้องกับ 3 หลักการที่พรรคยึดถือ และพรรคประชาชนก็พร้อมที่จะร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างของพรรคเพื่อไทย เพื่อให้มีเสียงสนับสนุนที่เพียงพอในการเสนอเข้าสู่สภา อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องรอเห็นรายละเอียดและถ้อยคำในร่างฉบับเต็มของพรรคเพื่อไทยเพื่อพิจารณาในขั้นตอนสุดท้ายอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะได้รับในเร็ว ๆ นี้
ส่วนประเด็นเรื่องการเดินหน้าขอเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้ได้ 1 ใน 3 เพื่อให้ร่างผ่านความเห็นชอบนั้น นายพริษฐ์กล่าวว่า ตามหลักการแล้วพรรคประชาชนพร้อมที่จะเปิดประตูพูดคุยทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายอยู่แล้ว เพื่ออธิบายเนื้อหาสาระและเจตนารมณ์ของร่างฉบับนี้ ทางพรรคจึงมีความหวังว่า ในเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคมีหลักการในภาพใหญ่ที่ชัดเจน และหลักการทั้ง 3 ข้อก็ยังคงเป็นหลักการเดิมที่เคยเสนอเข้าสู่วาระที่ 1 ในครั้งที่แล้ว ซึ่งเคยได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาและได้เสียงสนับสนุนจาก สว. มาแล้ว หากในครั้งนี้จะมีสมาชิกรัฐสภาท่านใดต้องการลงมติที่แตกต่างไปจากเดิม ทางพรรคก็อยากรับฟังและทราบถึงหลักคิดรวมถึงเกณฑ์ในการตัดสินใจเช่นกัน
นายพริษฐ์กล่าวทิ้งท้ายถึงประเด็นที่ว่า พรรคประชาชนจะนำหลักการทั้ง 3 ข้อนี้เข้าสู่การต่อสู้ในชั้นกรรมาธิการด้วยหรือไม่ และจุดยืนที่ยอมไม่ได้อยู่ตรงไหน โดยระบุว่า หลักการทั้ง 3 ข้อนี้คือสิ่งสำคัญที่สุดที่พรรคให้คุณค่าและจะพยายามทำอย่างเต็มที่เพื่อให้ร่างผ่านวาระที่ 1 เข้าไปถกเถียงกันต่อในชั้นกรรมาธิการ พรรคเชื่อมั่นว่ายิ่งกระบวนการเดินหน้าไปและประชาชนส่งเสียงแสดงความเห็นด้วยมากเท่าไร เสียงของประชาชนเหล่านั้นจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในชั้นกรรมาธิการ รวมถึงจะเป็นตัวแปรต่อจุดยืนของพรรคการเมืองอื่น ๆ และ สว. ด้วย พร้อมยกตัวอย่างว่าร่างของพรรคเพื่อไทยเองก็เป็นตัวอย่างที่ดีในการเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมและไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว.
สำหรับการเผชิญหน้ากับอุปสรรคจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายพริษฐ์ย้ำว่า แม้พรรคประชาชนจะไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยที่ 18/2568 และมองว่าขัดกับหลักการประชาธิปไตยรวมถึงคำวินิจฉัยเดิมเมื่อปี 2564 แต่เมื่อมีคำวินิจฉัยออกมาว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่างได้โดยตรง พรรคจึงเลือกที่จะยื่นไป 2 ร่างควบคู่กันเพื่อปิดความเสี่ยง และเพื่อสร้างความมั่นใจว่า อย่างน้อยที่สุดจะมีร่างของพรรคประชาชน 1 ร่างที่สอดคล้องกับหลักการได้ถูกบรรจุลงในระเบียบวาระการประชุม และพรรคยังคงหวังลึก ๆ ว่าหากประธานรัฐสภาได้พิจารณารายละเอียดอย่างถี่ถ้วนแล้ว จะมีคำวินิจฉัยให้บรรจุร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่สภาได้ทั้ง 2 ฉบับ
ภาพ : Weeraphat Ratsameerueangrong
Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news
273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
Email reporter@sapnewsth.com
Tel. 099 569 5964