คมนาคมอัด 2.4 หมื่นล้าน ผุดโปรเจกต์ "Govt Top-up" อุ้ม 7 กลุ่มรถสาธารณะเปลี่ยนเป็น EV ตรึงค่าโดยสาร-ลดค่าน้ำมันปีละ 2 พันล้าน

2026-06-29 19:10 Nontawat Pinkeaw

ปกข่าว เว็บไซต์ (1080 x 1920 px) (52).jpg

วันนี้  ( 29 มิ.ย. 69 ) ที่รัฐสภา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาใช้จ่ายเงินกู้ 400,000 ล้านบาทว่า กระทรวงคมนาคมโดยกรมการขนส่งทางบกได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณจากวงเงินกู้ดังกล่าวจำนวน 24,000 ล้านบาท ในการดำเนินโครงการ "Govt Top-up" (กอล์ฟท็อปอัพ) ซึ่งเป็นโครงการเร่งด่วนในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการภาคการขนส่งมวลชนเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานไฟฟ้า (EV) โดยเฉพาะกลุ่มรถโดยสารสาธารณะที่จะต้องครบกำหนดเปลี่ยนรถใหม่ในปีนี้

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ การเพิ่มความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับประชาชนผู้ใช้บริการที่จะได้นั่งรถใหม่ การช่วยลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการขนส่งเพื่อตรึงราคาค่าโดยสารไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน และการลดการพึ่งพาน้ำมัน ซึ่งกรมการขนส่งทางบกได้จำแนกกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าร่วมโครงการออกเป็น 7 กลุ่ม รวมทั้งสิ้นประมาณ 80,000 คัน ประกอบด้วย รถแท็กซี่และรถให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน (รย.18), รถจักรยานยนต์รับจ้าง, รถสามล้อตุ๊กตุ๊ก, รถโดยสารไม่ประจำทาง, รถโดยสารประจำทาง, รถบรรทุก และรถนักเรียน ทั้งนี้ หากสามารถเปลี่ยนผ่านรถทั้ง 80,000 คันนี้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้ทั้งหมด คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ได้ถึง 200,000 ตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ประมาณ 11 ล้านต้น และลดมูลค่าการนำเข้าน้ำมันได้ปีละ 2,000 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงคมนาคมเตรียมนำตัวเลขและแผนงานนี้เสนอต่อคณะอนุกรรมการของกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาต่อไป

สำหรับรูปแบบการอุดหนุนของรัฐบาลจะมีความแตกต่างกันไปตามประเภทของรถ โดยจะเน้นช่วยเหลือเฉพาะผู้ประกอบการขนส่งภาคเอกชนเท่านั้น ไม่รวมรถของหน่วยงานราชการที่มีโครงการแยกต่างหาก เช่น รถบัสประจำทางอาจได้รับการสนับสนุนเป็นเงินก้อนแรกในการเปลี่ยนรถเก่าเป็นรถอีวี ขณะที่รถแท็กซี่ซึ่งเป็นกลุ่มหาเช้ากินค่ำและมีภาระค่าใช้จ่ายสูง รัฐบาลจะใช้วิธีช่วยจำกัดเพดานค่าใช้จ่าย (Cap) ต่อวัน เช่น จากเดิมที่เคยมีต้นทุนค่าผ่อนรถระบบเก่าหรือระบบไฟฟ้าอยู่ที่วันละ 700 บาท เป็นระยะเวลา 7 ปี รัฐบาลจะเข้ามาช่วยสนับสนุนให้จ่ายเพียงวันละ 500 บาท เป็นระยะเวลา 5 ปี ซึ่งจะช่วยให้คนขับแท็กซี่มีเงินเหลือในกระเป๋าเพิ่มมากขึ้น

นายสิริพงศ์ ชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า โครงการนี้เป็นการมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ให้บริการขนส่งมวลชนก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพในการเดินทางของประชาชน ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการตามที่มีข้อกังวล ส่วนมาตรการสำหรับประชาชนทั่วไปนั้น รัฐบาลจะมีโครงการแยกต่างหาก เช่น มาตรการสนับสนุนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังได้เสนอโครงการอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย เช่น การขอวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) เพื่อสนับสนุนการสร้างสถานีชาร์จรถไฟฟ้าในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ยังขาดแคลน ตลอดจนการทยอยโอนเงินเยียวยาในโครงการดีแอลทีพร้อมซัปพอร์ต (DLT Support) เพื่อชดเชยให้แก่ผู้ประกอบการขนส่งทุกหมวดที่เคยร่วมมือกับรัฐบาลในการตรึงราคาค่าโดยสารในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา

ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าโครงการนี้มีความเร่งด่วนหรือฉุกเฉินเกินไปหรือไม่นั้น โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียืนยันว่า ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงและสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศที่ยังคงยืดเยื้อและมีความผันผวนสูงจนไม่สามารถคาดเดาได้ ความเดือดร้อนของประชาชนในปัจจุบันถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่รัฐบาลต้องรีบดำเนินการในขณะที่ยังมีโอกาสและศักยภาพที่จะทำได้ เพื่อสร้างระบบขนส่งพลังงานสะอาดที่มีคุณภาพและปลอดภัยให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน

Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news



  Frame 4.png   Frame 5.png   Frame 2.png   Frame 3.png

273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400

Email reporter@sapnewsth.com‍

Tel. 099 569 5964