“อาสพลธ์” ลั่นล้างบางทุจริตสอบท้องถิ่น ยันสาวไส้ถึงตัวการใหญ่-จี้สภาฟ้องคนพาดพิงแบล็กเมลประชาชน

2026-07-02 12:57 Nontawat Pinkeaw

ปกข่าว เว็บไซต์ (1080 x 1920 px) (2).jpg

วันนี้ (2 ก.ค. 69) ที่อาคารรัฐสภา นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กมธ.ป.ป.ช. เพื่อหารือในประเด็นการทุจริตการจัดสอบท้องถิ่นและปัญหาเรื่องส่วยในจังหวัดภูเก็ต โดยระบุว่า ในวันนี้ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญ พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตจัดสอบท้องถิ่น รวมถึงการดำเนินคดีกับปลัดจังหวัดภูเก็ต ซึ่งตนยอมรับว่าสังคมกำลังเกิดความกังวลว่า การตรวจสอบการทุจริตในครั้งนี้ท้ายที่สุดแล้วอาจจะไม่สามารถสาวไปถึงตัวการใหญ่ได้

ทั้งนี้ ทางคณะกรรมาธิการฯ จะมีการสอบถามถึงข้อมูลเชิงลึกและความคืบหน้าในการตรวจสอบว่าปัจจุบันดำเนินการไปถึงขั้นตอนใดแล้ว เนื่องจากนับตั้งแต่วันที่มีการบุกจับกุมที่จังหวัดนนทบุรีก็ล่วงเลยมาเวลากว่า 10 วันแล้ว ซึ่งประเด็นที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ ข้าราชการทั้ง 10 คนที่ถูกจับกุมไปนั้นจะถูกดำเนินคดีอย่างไร และการสืบสวนจะสามารถสาวไปถึงตัวการใหญ่ได้หรือไม่ เพราะปัญหาการทุจริตสอบท้องถิ่นถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ซึ่งตนเองได้ต่อสู้กับเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2566 และการบุกจับกุมในครั้งนี้ก็นับเป็นครั้งแรกที่มีการจับขบวนการทุจริตการจัดสอบโดยส่วนกลาง จากที่ผ่านมามักจะได้ยินเพียงกระแสข่าวข้อครหาเรื่องการจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ได้บรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่น แต่ไม่เคยสามารถจับกุมได้เลย

นายอาสพลธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการทลายขบวนการนี้ มาจากการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับ 5 หน่วยงาน ซึ่งพรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนในการต่อต้านเรื่องนี้อย่างจริงจังมาโดยตลอดเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งเลวร้ายมาก จนกระทั่งเมื่อมีการเซ็น MOU ดังกล่าว จึงนำไปสู่การทลายขบวนการทุจริตข้อสอบในที่สุด ทั้งนี้ ยืนยันว่าหากผลการสอบสวนขยายผลไปถึงใคร หรือหน่วยงานใด หรือแม้กระทั่งหากมี สส. ของพรรคภูมิใจไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะไม่มีการช่วยเหลืออย่างเด็ดขาด เนื่องจากเป็นเรื่องที่พรรคภูมิใจไทยไม่สามารถยอมรับได้

สำหรับกรณีที่ นายพงศกรณ์ เสาร์ทน หรือ กฤต ได้กล่าวพาดพิงถึงคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. โดยระบุถึงช่วงเวลาในปี 2568 นั้น นายอาสพลธ์ ชี้แจงว่าในห้วงเวลาดังกล่าวตนยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการฯ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มีการพาดพิงทำให้ตนมีความกังวลอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือมีการระบุชื่อและนามสกุล ซึ่งตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่คณะกรรมาธิการฯ ไปตรวจสอบค้นหาข้อมูลแล้ว พบว่าชื่อที่ถูกอ้างว่าเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ นั้นไม่มีตัวตนอยู่จริง แต่ปรากฏว่ามีบุคคลที่มีนามสกุลดังกล่าว ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ในสมัยนั้นจริง

ลายน้ำ.jpg

ส่วนอีกกรณีที่ นายกฤต ระบุว่ามีการล่อซื้อนั้น นายอาสพลธ์ ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า คณะกรรมาธิการฯ ไม่เคยมีพฤติการณ์กระทำการล่อซื้อเช่นนั้น ซึ่งการกล่าวอ้างนี้ถือว่าสร้างความเสียหายต่อคณะกรรมาธิการฯ และสร้างความเสียหายต่อสภาผู้แทนราษฎรเป็นอย่างมาก ตนจึงจะให้เจ้าหน้าที่ทำหนังสือส่งถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สำนักกฎหมายของสภาฯ พิจารณาดำเนินคดีทางกฎหมายกับบุคคลที่พาดพิง และบุคคลที่สร้างความเสียหายให้กับคณะกรรมาธิการฯ และสภาฯ เพราะการกระทำดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่า คณะกรรมาธิการฯ และสภาฯ กลายเป็นแหล่งเรียกรับผลประโยชน์และแบล็กเมลประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ตนยังต้องการให้ประธานสภาฯ วางมาตรการป้องกันไม่ให้บุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะมีตำแหน่งหรือพ้นตำแหน่งในคณะกรรมาธิการของสภาฯ นำชื่อไปแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์จากบุคคลภายนอก เพื่อเป็นการปกป้องศักดิ์ศรีของสภาผู้แทนราษฎร พร้อมทั้งยืนยันว่าคณะกรรมาธิการฯ จะเกาะติดและติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดที่สุด เพื่อไม่ให้ผลลัพธ์จบลงเพียงแค่การจับกุมผู้ต้องหาระดับล่างหรือระดับกลาง เช่น ปลาซิวปลาสร้อย แต่จะพยายามสืบสวนสาวไปให้ถึงตัวการใหญ่และดำเนินการให้ถึงที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าการจัดสอบท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้นอีกครั้งในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะไม่มีเหตุการณ์ทุจริตเช่นนี้เกิดขึ้นอีก โดยทางคณะกรรมาธิการฯ จะทำการศึกษาและนำเสนอแนวทางต่อรัฐบาลต่อไป

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงข้อเสนอที่ว่า ควรจะให้การจัดสอบท้องถิ่นกลับไปให้ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดสอบเองเหมือนในอดีตหรือไม่ นายอาสพลธ์ ให้ความเห็นว่า ในปัจจุบันถึงแม้การจัดสอบโดยส่วนกลางจะเกิดการทุจริตขึ้น แต่หากจะเปลี่ยนกลับไปให้ท้องถิ่นจัดสอบเองก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาทุจริต เพราะในอดีตก็มีข้อเท็จจริงที่ปรากฏเด่นชัดจนศาลมีคำพิพากษาไปแล้ว เช่น กรณีการจัดสอบท้องถิ่นที่จังหวัดมหาสารคาม หรือจังหวัดกาฬสินธุ์ ดังนั้นจึงชี้ให้เห็นว่าไม่ว่าจะจัดสอบโดยส่วนกลางหรือท้องถิ่น หากระบบและมาตรการป้องกันไม่รัดกุมพอ ไม่ว่าจะสอบโดยหน่วยงานไหนหรือที่ใดก็เกิดการทุจริตได้ทั้งสิ้น แต่สิ่งสำคัญในวันนี้คือเราจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตขึ้น ซึ่งตนมองว่าวิกฤตในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ศึกษาถอดบทเรียนเพื่อเปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดสอบใหม่และนำเสนอต่อรัฐบาล โดยในอนาคตอาจมีการเชิญสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เข้ามาร่วมหารือ เนื่องจากที่ผ่านมาการจัดสอบของ ก.พ. ไม่เคยมีกระแสข่าวเรื่องการทุจริตเลย

นอกจากนี้ ตนเห็นว่ายังมีอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถทำได้ คือการอาศัย ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และมีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับการจัดสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยหากทาง สว. พิจารณาแล้วมีข้อแก้ไขในร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางข้อกำหนดให้ สำนักงาน ก.พ. เป็นผู้มีอำนาจในการจัดสอบท้องถิ่นในภาค ก. แทน แต่หากจะดำเนินแนวทางนี้ ทั้งทางรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรก็จะต้องร่วมกันเสนอร่าง พ.ร.บ. ของ ก.พ. เพื่อกฎหมายรองรับและมอบอำนาจให้ ก.พ. มีสิทธิ์ในการจัดสอบท้องถิ่นได้อย่างถูกต้องด้วย

Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news



  Frame 4.png   Frame 5.png   Frame 2.png   Frame 3.png

273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400

Email reporter@sapnewsth.com‍

Tel. 099 569 5964