
วันนี้ (6 ก.ค. 69) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น หลังมีการลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนว่า ในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นประธานดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง ขณะที่กระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ส่งรายงานผลการดำเนินการสอบสวนวินัยร้ายแรงข้าราชการที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ก็ได้มารายงานในส่วนที่รับผิดชอบแล้วเช่นกัน
นายอนุทินกล่าวว่า เป็นเรื่องน่าตลกดีที่ความผิดต้องแยกย่อยตามหน่วยงานราชการต่าง ๆ เพื่อสอบสวนหาข้อเท็จจริงและดำเนินคดีตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ของแต่ละฝ่ายอย่างคู่ขนานกันไป แต่สุดท้ายข้อมูลทั้งหมดจะต้องมาบรรจบที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ทำให้ข้อมูลมีความแน่นหนามากขึ้น และมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการวิ่งเต้นหรือช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างแน่นอน เพราะหน่วยงานที่ร่วมดำเนินคดีล้วนเป็นหน่วยงานปราบปราม
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ารายชื่อผู้กระทำความผิดจากแต่ละหน่วยงานซ้ำกันหรือไม่ นายอนุทินระบุว่าเรื่องนี้ประทับตราลับมาก จึงต้องรักษาความลับ แต่ยืนยันได้ว่ามีการตั้งคณะกรรมการตามลำดับชั้นเพื่อดำเนินการอย่างเด็ดขาด รวดเร็ว และโปร่งใส ส่วนคำถามที่ว่ากระทรวงมหาดไทยมีผู้กระทำความผิดกี่คน นายอนุทินก็ยังคงปฏิเสธที่จะระบุจำนวน โดยย้ำเพียงว่าเป็นเรื่องลับมาก
สำหรับการเซ็นแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงนั้น นายอนุทินเผยว่าปลัดกระทรวงมหาดไทยได้มารายงานว่าได้ลงนามในคำสั่งสอบสวนวินัยร้ายแรงไปเรียบร้อยแล้วในช่วงบ่ายวันนี้ ส่วนหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนายปกรณ์นั้น จะทำหน้าที่ในนามสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อกำกับดูแลภาพรวมด้านบน เนื่องจากเป็นคดีที่อุกอาจและสังคมให้ความสนใจ แต่ไม่มีอำนาจดำเนินคดีเองเพราะไม่ใช่เจ้าพนักงาน โดยคณะกรรมการชุดนี้จะประกอบไปด้วยหัวหน้าส่วนราชการระดับสูง เช่น เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาฯ ป.ป.ท. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และอัยการสูงสุด
ต่อข้อถามที่ว่าต้องให้ผู้ถูกสอบวินัยร้ายแรงออกจากราชการไว้ก่อนหรือไม่ นายอนุทินชี้แจงว่าทุกอย่างต้องมีขั้นตอนตามกฎหมาย ปัจจุบันเริ่มเรียกตัวบางคนมาช่วยราชการเพื่อให้ขาดจากตำแหน่งเดิมแล้ว หากหลักฐานตรงไหนชัดเจนก็ดำเนินการเด็ดขาดทันที ตรงไหนต้องสืบสวนหรือสอบพยานเพิ่มเติมก็แยกย้ายกันไปดำเนินการแบบคู่ขนาน ซึ่งการขับเคลื่อนร่วมกันทุกหน่วยงานเช่นนี้จะเกิดการแข่งขันกันเองโดยธรรมชาติเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย หากผลการสอบสวนไปพาดพิงถึงใครก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย เพราะพฤติการณ์มีการจ่ายสินบน ให้ค่าตอบแทน และเปลี่ยนแปลงผลคะแนน ซึ่งต้องใช้เป็นสารตั้งต้นในการสอบสวนและยอมรับหลักกฎหมาย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นกฎหมู่ที่ทำตามอำเภอใจ
นายอนุทินยังกล่าวเพิ่มเติมถึงกรอบเวลาว่า คณะกรรมการชุดใหญ่จะใช้เวลาสอบสวนเบื้องต้นภายใน 30 วัน ส่วนชุดเล็กจะพิจารณาตามเนื้อหาซึ่งคาดว่าใช้เวลาไม่นานเพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องตอบสังคมให้ได้ โดยตนเองได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาสร้างความมั่นใจแล้วว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการทำงานเต็มที่ในทุกรูปแบบโดยไม่ต้องเกรงใจใครทั้งสิ้น ส่วนกรอบการสอบวินัยร้ายแรงของกระทรวงมหาดไทยนั้น เป็นอำนาจของปลัดกระทรวงมหาดไทยในฐานะหัวหน้าส่วนราชการที่จะวางกรอบและกำหนดนโยบาย
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวระบุว่า มีข้าราชการ 5 รายที่ต้องถูกสั่งให้ขาดจากตำแหน่งเดิมเพื่อมาสังกัดยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประกอบด้วย นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.), นายธนนท์ พรรพีภาส รองอธิบดี สถ., นายพิชิต ทั่งพรม อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี, นางสาวบุรณี แพรโรจน์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานสรรหาและเลือกสรรบุคคลส่วนท้องถิ่น และนาย ป (นามสมมุติ) ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ
Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news
273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
Email reporter@sapnewsth.com
Tel. 099 569 5964