
วันนี้ (9 ก.ค. 69) ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ให้สัมภาษณ์หลังจากเปิดตัวสมาชิกทีมงาน โดยเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หนักใจหรือไม่ในการจัดวางชื่อของ นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ท่ามกลางกระแสสังคมที่เพ่งเล็ง นายชัชชาติกล่าวว่า ตนไม่ได้มีระบบอะไรทั้งสิ้น ทุกคนทำงานโดยไม่ได้หวังตำแหน่ง และพร้อมจะอยู่ตรงไหนก็ได้ อย่าง นายจักกพันธุ์ ผิวงาม ที่ไปช่วยเป็นประธานที่ปรึกษาฯ ก็ไม่มีปัญหาอะไร ความจริงนายจักกพันธุ์ไม่ได้อยากได้ตำแหน่งด้วยซ้ำ แต่ยากจะมาช่วยงานอย่างเต็มที่ ทุกคนไม่ได้ยึดติดและตำแหน่งตรงนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้เสมอ เมื่อถามต่อว่าการจัดวางตำแหน่งและรายชื่อในรอบนี้ใช้เวลานานมากแค่ไหน นายชัชชาติระบุว่า ใช้เวลาไม่นานเพราะมีการมองไว้แล้วว่าใครสามารถทำอะไรได้บ้าง และข้อดีคือเรารู้อยู่แล้วว่าใครมีผลงานอย่างไร คนไหนทำงานได้ดีและมีผลงานเด่นชัดเราก็ปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม
สำหรับแนวทางการทำงานร่วมกับรัฐบาลนั้น นายชัชชาติตอบว่า ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้คะแนนความไว้วางใจมาอย่างล้นหลาม ทำให้เรามีประชาชนคอยสนับสนุนอยู่ข้างหลังเพราะอยากเห็นการทำงานในรูปแบบนี้ โดยในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ตนมีกำหนดการเข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือในหลายประเด็น ทั้งเรื่องนโยบายรถไฟฟ้า รวมถึงเรื่องที่ กทม. อยากผลักดัน เช่น เรื่องง่ายๆ อย่างการจัดหาพื้นที่ปลูกต้นไม้ ซึ่งปัจจุบันเริ่มหาพื้นที่ยากขึ้น จึงจะขอความร่วมมือพื้นที่ของกระทรวงคมนาคมต่างๆ รวมถึงเรื่องการจัดหาพื้นที่ทำมาหากินให้กับกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว ส่วนความคืบหน้าเรื่องรถไฟฟ้าและโครงการต่างๆ นั้น นายชัชชาติมองว่า นโยบายค่าโดยสาร 17-45 บาทของรัฐบาลเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งจะช่วยให้มีประชาชนหันมาใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสมากขึ้น จากปัจจุบันที่ค่าโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 65 บาท หากรัฐบาลเข้ามาช่วยสนับสนุนตรงนี้ ก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนลงได้
เมื่อถูกถามถึงการสร้างเมกะโปรเจกต์เพื่อให้เป็นที่จดจำในยุค "ชัชชาติ 2" นายชัชชาติกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องให้คนจดจำว่าเป็นยุคของตน แต่ต้องการให้โครงการเหล่านั้นตกเป็นสมบัติของเมืองมากกว่า โดยขณะนี้มีโครงการที่จะเสนออยู่ 2-3 เรื่อง คือ โครงการสะพานข้ามแม่น้ำ โครงการลานคนเมือง และโครงการศูนย์ราชการหรือศูนย์คนเมืองฝั่งธนบุรี อย่างไรก็ตาม จะต้องพิจารณาเรื่องงบประมาณอีกครั้งเนื่องจากงบประมาณในปัจจุบันค่อนข้างตึงตัว เพราะ กทม. ต้องนำงบประมาณส่วนหนึ่งไปจ่ายชดเชยค่าบริการรถไฟฟ้าบีทีเอสที่ขาดทุนอยู่ปีละกว่า 5,000 ล้านบาท ส่วนการแต่งตั้ง นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ เป็นรองผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่นั้น นายชัชชาติชี้แจงว่า นายพรพรหมทำหน้าที่เป็นผู้บริหารด้านความยั่งยืนกรุงเทพมหานคร ซึ่งที่ผ่านมาพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าทำงานได้ดีในหลายด้าน ทั้งโครงการสวน 15 นาทีที่ทำครบ 500 สวน การปลูกต้นไม้ทะลุ 2 ล้านต้น รวมถึงการลดปัญหาฝุ่นลงได้ถึง 50% และมีความร่วมมือกับต่างประเทศมากมาย ตนจึงหวังว่าคนรุ่นใหม่คนนี้จะเข้ามาช่วยงานได้เป็นอย่างดี ส่วนในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ตนยอมรับว่าปรึกษา นายจักกพันธุ์ ผิวงาม มากที่สุด ซึ่งท่านยังคงมีความจำเป็นในการช่วยดูแลสนับสนุนอยู่ด้านหลัง เพราะบางครั้งคนหนุ่มเดินหน้าเร็ว ก็ต้องมีคนคอยช่วยปิดท้ายและระวังหลังให้
เมื่อถามถึงกรณีการทาบทามผู้สมัครผู้ว่าฯ ที่ได้คะแนนอันดับสองหรือสาม อย่าง ดร.มริกา หรือ ดร.โจ มาช่วยงานหรือไม่ นายชัชชาติเปิดเผยว่า ได้มีการพูดคุยกับ ดร.โจ บ้างเล็กน้อย ซึ่งท่านได้ฝากนโยบายต่างๆ ไว้ เช่น เรื่องศูนย์เด็กเล็กและการลอกท่อ ส่วน ดร.มริกานั้นยังไม่ได้พูดคุยกันโดยตรง แต่ทราบว่าท่านเน้นเรื่องระบบ AI ซึ่งทาง กทม. เองก็มีนโยบายด้าน AI อยู่แล้ว และในส่วนของทีมที่ปรึกษา กทม. ก็มีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีต่างๆ อยู่แล้ว ประกอบกับ ดร.มริกา เองก็คงมีภารกิจส่วนตัวของท่าน ขณะเดียวกัน เมื่อถามถึงกระแสเรียกร้องของประชาชนทั่วประเทศที่อยากให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในหลายๆ จังหวัด นายชัชชาติตอบว่า ส่วนตัวตนเห็นด้วยและชอบอยู่แล้วเพราะตนก็มาจากการเลือกตั้ง เมื่อเรามาจากประชาชนเราก็ต้องเคารพประชาชนให้มากที่สุดเพราะเขาเป็นคนให้คะแนนเสียง เวลาไปไหนแล้วมีคนบอกว่าเลือกเรามา เรายิ่งต้องทำงานไม่ให้เขาผิดหวัง แต่ยอมรับว่ายังมีรายละเอียดที่ต้องไปหารือต่อ เช่น การจัดสรรอำนาจหน้าที่ระหว่างนายก อบจ. กับข้าราชการส่วนภูมิภาคว่าจะแบ่งส่วนกันอย่างไร โดยอาจนำบทเรียนจากโครงสร้างของ กทม. ไปปรับใช้ ซึ่งตนมองว่าเป็นสิ่งที่ดี และหากจะเริ่มจัดการเลือกตั้ง มองว่าจังหวัดที่เป็นเมืองใหญ่ๆ มีความเป็นไปได้สูง
สำหรับประเด็นการรับมือกับปัญหาคอร์รัปชันในเชิงรุกนั้น นายชัชชาติย้ำว่า กทม. จะต้องดึงหน่วยงานภายนอกเข้ามาช่วย เช่น ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. เนื่องจากมีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนที่ลึกกว่า กทม. เช่น มาตรการล่อซื้อที่จำเป็นต้องทำ หากพบว่ามีการเรียกรับเงินก็ต้องจับกุมให้ได้คาหนังคาเขา ซึ่งแบบนี้สามารถสั่งไล่ออกได้ทันที ต่างจากการเข้าสู่กระบวนการทางวินัยภายในของ กทม. เองที่ค่อนข้างวุ่นวายและล่าช้า ดังนั้นจึงต้องอาศัยหน่วยงานภายนอกเข้ามาช่วยอย่างจริงจัง ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีมาใช้และเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ซึ่งเชื่อว่าหากร่วมมือกันรวมถึงทางสภากรุงเทพมหานครทำหน้าที่เต็มที่ สถานการณ์จะดีขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนมาตรการจัดการกับกลุ่ม "ทุนจีนเทา" และปัญหานอมินี นายชัชชาติระบุว่า ต้องแยกแยะเป็นสองมิติ คือปัญหากลุ่มแรงงานต่างด้าวที่มาแย่งอาชีพทำหาบเร่แผงลอย ซึ่งส่วนนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของ กทม. ในการจัดการโดยตรง แต่ในส่วนของทุนจีนเทานั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานและประสานงานกับส่วนกลาง เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะเริ่มปูพรมตรวจจากย่านห้วยขวางก่อนเลยหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวปิดท้ายว่า จะต้องลงไปตรวจสอบในหลายพื้นที่เพราะปัญหานี้ไม่ได้มีแค่ที่ห้วยขวาง แต่กระจายอยู่ทั่วไป อย่างไรก็ตาม ต้องนิยามความหมายของจีนเทาให้ชัดเจนก่อน เพราะธุรกิจของคนจีนที่ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายก็มี หรือบางแห่งอาจเป็นการทำธุรกิจบังหน้าเพื่อแอบแฝงทำสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งจุดนี้จำเป็นต้องใช้ข้อมูลเชิงลึกจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการร่วมกันตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป
Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news
273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
Email reporter@sapnewsth.com
Tel. 099 569 5964