
วันนี้ (11 ก.ค. 69) คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วย พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ และ นายพีรพล กนกวลัย โฆษกคณะกรรมาธิการฯ ได้เดินทางลงพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เพื่อรับฟังบรรยายสรุปและติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ปราสาทตาควาย
หลังเสร็จสิ้นการรับฟังข้อมูล คณะกรรมาธิการฯ ได้ร่วมกันวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์ 'จ่าโก๊ะ' หรือ จ่าสิบเอก บุญรัตน์ สุขจิตร์ วีรบุรุษคนแรกที่พลีชีพเพื่อชาติเมื่อปี 2554 จากนั้นได้เข้าตรวจเยี่ยมปราสาทตาควาย ซึ่งปัจจุบันยังคงหลงเหลือร่องรอยความเสียหายจากการปะทะกันในอดีตทั้งครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ก่อนที่ทหารไทยจะสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้สำเร็จ โดยในพื้นที่ดังกล่าวยังคงปรากฏภาพกระสอบทรายของทหารกัมพูชาที่เคยใช้ทำเป็นบังเกอร์อยู่ภายในตัวปราสาท

ต่อจากนั้น เจ้าหน้าที่ทหารจากกองกำลังสุรนารีได้นำคณะเดินทางขึ้นสู่ เนิน 350 ผ่านเส้นทางลาดชันและบันไดกว่า 147 ขั้น เมื่อถึงด้านบนได้พบกับอนุสรณ์สถานทหารกล้าที่ตั้งเด่นเป็นสง่าเคียงคู่ธงชาติไทย โดยคณะได้ร่วมกันวางดอกกุหลาบสีขาวเพื่อแสดงความเคารพและรำลึกถึง พลตรี สำเริง คลังประโคน (จ่าเริง) และ ร้อยตรี ภานุพัฒน์ เสาร์สา สองวีรชนผู้กล้าที่สละชีพในพื้นที่ดังกล่าวเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ซึ่งที่ป้ายอนุสรณ์สถานมีข้อความจารึกอันเด็ดเดี่ยวว่า “ผมจะปักธงชาติบนนั้นให้ได้ ถ้าผมทำไม่ได้ก็เอาธงชาติคลุมผมลงมา”
นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ได้ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ และ จ.สุรินทร์ ว่าเป็นการตรวจเยี่ยมพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุปะทะเพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค และเตรียมความพร้อมล่วงหน้า หากเกิดสถานการณ์ซ้ำรอยขึ้นเป็นครั้งที่ 3 จะได้สามารถปกป้องอธิปไตยของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จากข้อมูลในพื้นที่ขอให้ประชาชนสบายใจได้ เพราะทั้งฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และประชาชน มีความสามัคคีร่วมใจกันเป็นอย่างดี สำหรับผลกระทบจากเหตุการณ์อพยพในอดีต ทั้งในพื้นที่ อ.บ้านกรวด ที่มีผู้อพยพกว่า 70,000 คน และ อ.พนมดงรัก อีกกว่า 90,000 คน รัฐบาลได้ดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาครบถ้วนแล้ว ไม่มีปัญหาตกค้าง โดยนายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยในเรื่องนี้มาก จึงได้มอบหมายให้ตนลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อนำไปเสนอต่อรัฐบาลและผู้มีอำนาจสั่งการต่อไป

ในส่วนของแนวทางการจัดการงบประมาณ นายมณเฑียรระบุว่า พบข้อจำกัดด้านระเบียบพัสดุในการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินที่กำหนดให้ทุกโครงการต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบชัดเจน ซึ่งจะนำข้อมูลนี้ไปเสนอแนวทางแก้ไข ส่วนกรณีที่ยังมีการยั่วยุตามแนวชายแดน คณะกรรมาธิการฯ เน้นย้ำเรื่องความไม่ประมาท โดยได้ตรวจสอบความพร้อมในทุกมิติ ทั้งยุทโธปกรณ์ แผนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ การอพยพ และระบบสาธารณสุขของโรงพยาบาล แม้ว่าการไม่เกิดเหตุปะทะและใช้กลไกการเจรจา เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดก็ตาม เพราะหากทุกฝ่ายสามัคคีกัน "ไม่รบก็ชนะได้" ด้านงบประมาณก่อสร้างบังเกอร์และการเก็บกู้ระเบิด มีงบกลางรองรับภัยความมั่นคงและภัยธรรมชาติไว้จำนวนมาก ปัจจุบัน จ.สุรินทร์ ได้รับงบก่อสร้างบังเกอร์แล้วกว่า 400 แห่ง ขณะที่จังหวัดอื่น ๆ เช่น จ.สระแก้ว ก็กำลังทยอยเสนอขอเข้ามา ซึ่งตนจะรวบรวมส่งให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการ ควบคู่ไปกับการจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติมให้กับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)
สำหรับกรณีการแต่งตั้ง พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นั้น นายมณเฑียรเชื่อมั่นว่าจะเข้ามาช่วยเสริมงานด้านการปกป้องอธิปไตยชายแดนได้เป็นอย่างดีเนื่องจากเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ส่วนการประเมินสถานการณ์ในปัจจุบัน พบว่าฝ่ายกัมพูชายังคงใช้วิธียั่วยุ โดยเฉพาะการพยายามนำประเด็นเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศเพื่อสร้างความเข้าใจผิดต่อประเทศไทย ทั้งที่เหตุปะทะที่ผ่านมาฝั่งกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน แต่พยายามยั่วยุให้ไทยตอบโต้เพื่อนำภาพไปบิดเบือนในต่างประเทศว่าไทยรังแกประเทศที่เล็กกว่า

ทางด้าน พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการฯ ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับระบบสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลเบื้องต้นหากเกิดการปะทะ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าหน่วยงานในพื้นที่ จ.สุรินทร์ มีความพร้อมอย่างเต็มที่ ทั้งด้านการอพยพ อาหาร สุขอนามัย และยุทโธปกรณ์ โดยได้นำบทเรียนในอดีตมาปรับปรุงเพื่อลดข้อบกพร่องให้มากที่สุด พร้อมระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า หากกัมพูชายังไม่หยุดพฤติกรรมที่ไม่ดี การเผชิญหน้าในรอบนี้จะเป็นบทเรียนที่พวกเขาต้องจำไปชั่วชีวิต เพราะไทยพร้อมที่จะรบตัดขาดกันในรอบนี้ เนื่องจากประเทศชาติต้องการความสงบเพื่อนำไปสู่การพัฒนา และนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการฯ มาจัดการข้อมูลให้เบ็ดเสร็จเพื่อไม่ให้ผิดพลาดเหมือนครั้งที่ 1 และ 2 ยืนยันว่ารอบนี้เราจะทุบให้ดิ้นและทุบให้ตาย จะไม่มาเสียเวลากับเรื่องนี้อีกแล้ว ส่วนความมั่นใจว่าจะไม่เกิดการปะทะนั้น ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและขอให้ประชาชนแนวหลังร่วมส่งกำลังใจให้แนวหน้า

เมื่อถามถึงสถานการณ์ยั่วยุที่เริ่มรุนแรงขึ้น เช่น การทำเสียงระเบิดตามแนวชายแดน พล.อ.รังษี มองว่าเป็นเพียงปฏิบัติการทางจิตวิทยา โดยกล่าวว่าไม่ต้องไปสนใจกับ "โดรนคลองถม" หรือ "รถถังปะการังเทียม" เพราะศักยภาพของกองทัพไทยมีเหนือกว่ามาก แต่เราก็ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทและพร้อมที่จะขยี้ฝ่ายตรงข้ามหากเกิดสถานการณ์ขึ้นจริง ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ มีกำหนดการเดินทางลงพื้นที่ต่อเนื่องใน จ.สุรินทร์, จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกกับเจ้าหน้าที่และหน่วยงานความมั่นคง ก่อนนำข้อมูลทั้งหมดกลับไปพิจารณาและผลักดันการแก้ไขปัญหาในชั้นกรรมาธิการต่อไป
Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news
273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
Email reporter@sapnewsth.com
Tel. 099 569 5964