“พรรคประชาชน” จี้รัฐบาลเปิดความจริง “ฮั้ว ส.ว.” อัด “อนุทิน” นิ่งเฉยปล่อยดึงสถาบันแอบอ้าง

2026-08-20 15:28 Nontawat Pinkeaw

ปกข่าว เว็บไซต์ (1080 x 1920 px) (2).jpg

วันนี้ (20 ส.ค. 69) เวลา 13.50 น. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ตอบคำถามถึงประเด็นการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งถูกมองว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่สามารถรับได้ และเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ ขณะที่นายกรัฐมนตรีก็แสดงความรังเกียจต่อเรื่องดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า หากฝ่ายค้านจัดอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วฝ่ายรัฐบาลยังคงยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้อง จะมีแนวทางการดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น

นายรังสิมันต์ โรม ได้เปิดเผยว่า ปัจจุบันการอภิปรายไม่ไว้วางใจยังไม่ได้เกิดขึ้น และยังไม่ได้มีการกำหนดวันที่ชัดเจน จึงไม่อยากให้รีบด่วนสรุปว่าสุดท้ายในวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้น แต่การทำหน้าที่ของพรรคการเมืองต่างๆ จะต้องตั้งอยู่บนพยานหลักฐาน ซึ่งจนถึงวันนี้ต้องยอมรับว่าการตรวจสอบในเรื่องการฮั้ว ส.ว. หรืออีกหลายเรื่อง ตั้งอยู่บน 2 ฐานสำคัญ ได้แก่

ฐานทางกฎหมาย: เป็นเรื่องการพิจารณาข้อกฎหมายว่าผิดมาตราใด ผิดฐานซ่องโจร หรืออั้งยี่หรือไม่ ซึ่งผู้ที่มีอำนาจชี้ขาดว่าผิดหรือไม่ผิดนั้นไม่ใช่สภา แต่เป็นหน่วยงานอื่น เช่น องค์กรอย่างศาล ที่จะทำหน้าที่ต่อไป

การตรวจสอบทางการเมือง: การอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นการตรวจสอบทางการเมือง ซึ่งข้อยุติขั้นสุดท้ายจะอยู่ที่การลงมติยกมือว่าสภาแห่งนี้จะไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ

นายรังสิมันต์ ระบุว่า แม้การลงมติในสภาส่วนใหญ่จะเห็นว่าฝ่ายรัฐบาลมักจะผ่านจุดนี้ไปได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าเรื่องทั้งหมดที่มีการตรวจสอบทางการเมืองจะต้องตั้งอยู่บนความโปร่งใสที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ คำถามคือ ต่อให้สามารถรอดพ้นการตรวจสอบผ่านกลไกสภาหรือกลไกทางกฎหมายได้ แต่จะเชื่อจริงๆ หรือว่าฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจในรัฐบาลในเวลานี้ จะไม่เกี่ยวข้องเลย และคิดว่าจะโกหกประชาชนในเรื่องนี้ไปได้อีกเท่าไร พร้อมตั้งคำถามว่าประชาชนในประเทศนี้ ซึ่งได้เห็นและติดตามการทำงานของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล และอีกหลายภาคส่วนที่มีการเปิดเผยข้อมูลออกมา มีบุคคลหลายคนมีความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันทำกันเป็นขบวนการ จนตนคิดว่าข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร อาจเป็นข้อหาที่เล็กไปด้วยซ้ำ

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า กระบวนการที่ทำกันเช่นนี้ ซึ่งเป็นการยึดอำนาจรัฐผ่านการโกง ส.ว. นั้น อาจจะหลอกตัวเองได้ แต่ไม่สามารถหลอกประชาชนได้ ดังนั้นเรื่องนี้อย่างไรก็ต้องมีการดำเนินการ และตนคิดว่าหลายบทพิสูจน์ไม่ได้หมายความว่าเสียงหรือมือในสภาที่มีจะทำให้สามารถครองอำนาจรัฐได้ตลอดไป โดยประชาชนที่ติดตามเรื่องนี้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ย่อมมีความสำคัญต่อสมการเรื่องนี้อย่างแน่นอน

ลายน้ำ.jpg

เมื่อถามถึงกรณีการเปิดโปงพรรคประชาชนควรเตรียมตัวการเปิดโปงอย่างไรต่อไป นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เรื่องการเปิดโปงเกี่ยวกับการฮั้ว ส.ว. มีมาเรื่อย ๆ โดยประชาชนคงจะได้เห็นการทำหน้าที่ของนายพริษฐ์ อย่างเข้มแข็งในเรื่องนี้ รวมถึงนางสาวรักชนก ก็เป็นอีกคนที่ช่วยขยายความในเรื่องนี้อยู่หลายครั้ง ดังนั้นจึงขอให้รอติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในฐานะฝ่ายค้าน การที่ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้มีท่าทีที่จะให้ความร่วมมือในการคลี่คลายปมปัญหาเรื่องฮั้ว ส.ว. หรือโกง ส.ว. อย่างที่ควรจะเป็น ทำให้เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลดูไม่สบายใจกับการเปิดโปงเรื่องนี้ และยิ่งเรื่องนี้มีการขยายผลไปถึงขนาดว่ามีการอ้างเบื้องสูง ตนมองว่าไม่ควรมาโกหกกัน เพราะมีการแอบอ้างแน่ๆ และมีการใช้กลไกนี้แน่ ๆ แต่สิ่งที่ไม่เห็นคือบรรดาคนที่รักสถาบันและปกป้องสถาบันทำไมถึงเงียบกับเรื่องเหล่านี้

นายรังสิมันต์ เน้นย้ำว่า สิ่งที่อยากเห็นคือ วันนี้เรื่องฮั้ว ส.ว. หรือโกง ส.ว. ไม่ใช่แค่การยึดอำนาจรัฐผ่านการโกง แต่มันคือการดึงฟ้าเข้ามาเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว คือการเอาสถาบันเข้ามาเป็นประโยชน์ส่วนตัวเพื่อปกป้องคุ้มครองในการกระทำชั่วของตนเองที่เกิดขึ้น ซึ่งตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร และไม่เข้าใจว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นิ่งเฉยกับเรื่องนี้ได้อย่างไร ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่มีหน้าที่ในการปกป้องหลักนิติรัฐ นิติธรรม แต่กลับปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น และติ๊กชื่อกับเรื่องนี้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่รับไม่ได้

”อยากเน้นย้ำว่าคนไทยกินข้าว ไม่ได้ทานหญ้า ดังนั้นการที่นายกรัฐมนตรีบอกว่ารัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับการฮั้ว ส.ว. นั้น คิดว่าควรให้ประชาชนดูข้อมูลทั้งหมดแล้วเป็นคนตัดสินจะดีที่สุด“ นางสาวรักชนก ศรีนอก กล่าว

ส่วน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ถูกตั้งคำถามว่าถูก ส.ว. ชุดนี้แต่งตั้งมาหรือรับรองมา และจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่นั้น จึงต้องการให้ประชาชนร่วมกันกดดันเพื่อให้ กกต. ส่งเรื่องต่อไปยังศาล เนื่องจากตามกฎหมายกำหนดให้สิทธิจินิจฉัยเป็นของ กกต. แต่เพียงผู้เดียว ปุถุชนคนธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นตนเอง คุณรังสิมันต์ โรม หรือกลุ่มไอลอว์ (iLaw) ไม่สามารถส่งเรื่องไปที่ศาลได้ด้วยตนเอง เสียงของประชาชนทุกคนจึงมีความหมายอย่างยิ่งในการช่วยกดดัน กกต. ให้ส่งเรื่องต่อไป

พร้อมกันนี้ นางสาวรักชนก ได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีลองเปิดดูข้อมูลในเพจเฟซบุ๊กของฝ่ายค้าน เช่น เพจของคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือเพจของไอลอว์ ซึ่งจะเห็นข้อมูลต่าง ๆ ที่แม้ตัวนายกรัฐมนตรีอาจไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่มีข้อมูลปรากฏอยู่ในสื่อสาธารณะ อาทิ คุณสุขสมรวย ซึ่งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลที่โอนเงินให้ กกต. เป็นจำนวน 8 แสนบาท ซึ่งเรื่องนี้ควรถามประชาชนว่าเกี่ยวหรือไม่ หรือกรณีที่ไอลอว์เพิ่งเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ส.ส. จังหวัดสตูล และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่พบว่าพ่อของคุณวรศิษฎ์ซึ่งเป็นเจ้าของแพปลาและมีลูกน้องจำนวนมาก โดยลูกน้องหลายคนของพ่อคุณวรศิษฎ์ได้มาเป็นผู้ช่วยของ ส.ว. จึงต้องสอบถามว่าเส้นทางความเชื่อมโยงนี้เป็นเพราะเหตุผลใด และข้อมูลที่ไอลอว์เปิดเผยนั้นเป็นความจริงหรือไม่ รวมถึงกรณีของคุณสุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม ที่ถูกข้อกล่าวหาว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำโพยด้วยเช่นกัน ข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นข้อมูลสาธารณะและหลายอย่างอยู่ในสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนวนของ กกต. แล้ว จึงเห็นว่าควรให้ประชาชนคิดเองว่ารัฐบาลชุดนี้เกี่ยวข้องกับการโกง ส.ว. หรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องออกหน้ารับแทนหรือมาการันตีฟันธงในเรื่องที่ควรจะเข้าสู่กระบวนการชั้นศาลก่อน

เมื่อถามถึงข้อวิจารณ์ต่อกรณีที่ นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ออกมาพูดเรื่องโกง ส.ว. จนมีคนตั้งคำถามว่า ตกลงแล้วเห็นด้วยกับการที่กลุ่มคนรักสถาบันหรือคนเห็นต่างฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือไม่ เพราะเมื่อวานนี้โฆษกพรรคอนุรักษนิยมหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ออกมาระบุว่าพรรคไม่ได้สนับสนุนในเรื่องนี้ โดยนางสาวรักชนกได้กล่าวตอบในประเด็นนี้ว่า

สำหรับประเด็นที่ตนเองอาจถูกร้องเรียนดำเนินคดีตามมาตรา 112 นั้น ขอตั้งคำถามกลับไปยังผู้ที่จะไปแจ้งความดำเนินคดีว่า ตนเองเป็นเพียงผู้นำสารมาแจ้งเท่านั้น เกี่ยวกับกรณีที่มีการแอบอ้างข้างบน ซึ่งตนตีความว่าเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีการระบุว่าเรื่องนี้ข้างบนท่านตรัส ไม่งั้น กกต. ประกาศโมฆะไปแล้ว โดยประโยคดังกล่าวนั้น ตนไม่ได้เป็นคนพูดด้วยตนเอง แต่ผู้ที่พูดคือ นายกฯ วิทยา ดังนั้นคนที่ไม่ควรถูกฟ้องมากกว่าตนเองก็คือ นายกฯ วิทยา ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าไม่สนับสนุนให้ใครในประเทศนี้ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 และไม่สนับสนุนให้ใช้กฎหมายมาตรานี้ในการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง เนื่องจากเป็นกฎหมายที่มีปัญหาอย่างมาก และขอยืนยัน นั่งยัน นอนยันว่าพรรคประชาชนไม่สนับสนุนให้ใช้กฎหมายมาตรานี้ในการรังแกบุคคลใดทั้งสิ้น

ภาพ : Weeraphat Ratsameerueangrong

Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news



  Frame 4.png   Frame 5.png   Frame 2.png   Frame 3.png

273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400

Email reporter@sapnewsth.com‍

Tel. 099 569 5964