
วันนี้ (26 ต.ค. 69) เวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา พร้อมด้วย นายสหพันธ์ รุ่งโรจน์จนพณิชย์ สมาชิกวุฒิสภา ร่วมกันแถลงข่าวกรณีความห่วงใยเรื่องการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชกะเพรา 4 สายพันธุ์ ของบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบและเป็นการผูกขาดใบกะเพราที่เป็นทั้งอาหารประจำชาติและผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยทุกคน
นาวาตรี วุฒิพงศ์ กล่าวว่า ตนและสมาชิกวุฒิสภาให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา แต่กระบวนการเหล่านั้นไม่อาจนำไปสู่การผูกขาดตัดตอน หรือเอาความรู้ความสามารถของนักวิจัย ข้าราชการ และห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยไทยไปใช้ประโยชน์เพื่อผูกขาดให้แก่บางบริษัทเท่านั้น เหมือนกรณีข้าวโพดพันธุ์พื้นเมืองที่ปัจจุบันสูญหายไปแล้ว ขณะที่สายพันธุ์กะเพราในประเทศไทยที่มีไม่ต่ำกว่า 200 สายพันธุ์ ปัจจุบันก็เหลือให้เห็นทั่วไปเพียง 2 สายพันธุ์ คือกะเพราขาวและกะเพราแดง ส่วนสายพันธุ์อื่น ๆ ก็ค่อย ๆ หายสาบสูญไป ทั้งนี้ ประเทศไทยมีจุดแข็งเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพและมีศักยภาพด้านการเกษตร ซึ่งในแต่ละปีภาครัฐได้ลงทุนวิจัยทางการเกษตรผ่านสถาบันต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นจำนวนเงินหลายพันล้านบาท ดังนั้น สิ่งที่นำมาวิจัยแก้ปัญหาก็ควรนำไปสร้างงาน สร้างรายได้ และแจกจ่ายเป็นสมบัติสาธารณะให้เกษตรกรไทยนำไปปลูกฟรี ไม่ใช่เปิดทางให้มีการผูกขาด

พร้อมกันนี้ นาวาตรี วุฒิพงศ์ ได้วิงวอนถึง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทยเป็นแหล่งอาหารและมีความหลากหลายทางชีวภาพ การต่อยอดวิจัยพืชพันธุ์ธัญญาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เป็นสมบัติของชาติต่างจากการแข่งวิจัยดาวเทียม
ขณะที่ นายสหพันธ์ รุ่งโรจน์จนพณิชย์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวเสริมในมุมมองภาคธุรกิจว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะกะเพราเป็นอาหารประจำชาติ หากมีการวิจัยและพัฒนาโดยไม่มีเรื่องลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตรเข้ามาเกี่ยวข้อง จะเป็นเรื่องที่ดีกว่าอย่างยิ่ง และเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนนำไปปลูกสร้างรายได้สร้างอาชีพอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับในอดีตที่เคยมีการพระราชทานกะเพราขาวและกะเพราแดงให้ประชาชนนำไปประกอบอาชีพ แต่หากในปัจจุบันมีการใช้สิทธิบัตรเข้ามาควบคุมกำกับดูแล เกรงว่าจะขยายวงกว้างไปสู่พืชพันธุ์และสัตว์ชนิดอื่น ๆ จนเกิดการผูกขาดตลอดห่วงโซ่อาหาร และอาจกลายเป็นประเด็นจำกัดสิทธิที่สร้างความขัดแย้งในสังคมได้ จึงอยากให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนแนวทางการวิจัยพัฒนาและการถือครองสิทธิ์ร่วมกัน

นอกจากนี้ นาวาตรี วุฒิพงศ์ ได้เรียกร้องให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกมาชี้แจงบทบาทและผลประโยชน์ที่สถาบันได้รับจากการวิจัยครั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาแทบไม่เห็นสิทธิ์ที่มหาวิทยาลัยได้รับ และขอให้คืนสิทธิ์ในการเพาะพันธุ์และเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อแก่ประชาชน พร้อมฝากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทบทวนเรื่องดังกล่าวด้วย
ส่วนกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมายืนยันว่าการจดสิทธิบัตรครั้งนี้จะไม่กระทบต่อเกษตรกรและประชาชนที่ปลูกไว้บริโภคเองนั้น นาวาตรี วุฒิพงศ์ ระบุว่า สิ่งที่พูดมาเป็นเพียงคำพูด แต่ประชาชนต้องการการกระทำมากกว่า จึงอยากให้มายืนยันต่อหน้าสาธารณชนและมีการประกาศกฎหมายให้ชัดเจนว่าสิ่งใดทำได้หรือทำไม่ได้ เพราะหากปล่อยให้คลุมเครือ วันข้างหน้าอาจมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบและสร้างปัญหาความกังวลให้แก่ชาวบ้าน พร้อมย้ำทิ้งท้ายว่า การพัฒนาสายพันธุ์ใหม่เป็นเรื่องดี แต่ต้องมอบประโยชน์ให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

ภาพ : Weeraphat Ratsameerueangrong
Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news
273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
Email reporter@sapnewsth.com
Tel. 099 569 5964