“รังสิมันต์ โรม” ฟาดกลับภูมิใจไทย อัด “ระบอบสีน้ำเงิน” ขู่ห้ามตรวจ สับประธานสภาอย่าแอบหลังข้าราชการ เตือนข้าราชการระวัง “พายเรือให้โจรนั่ง”

2026-11-05 12:04 Nontawat Pinkeaw

ปกข่าว เว็บไซต์ (1080 x 1920 px) (1).jpg

วันนี้ (5 พ.ย. 69) เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน (กมธ.การกฎหมาย) สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ.การกฎหมายฯ ระบุว่าจะเสนอญัตติใหม่ หลังคัดค้านมติ กมธ. เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ที่ไม่รับแนวทางการดำเนินงานของ กมธ. 35 คณะ และให้เชิญนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มาชี้แจง พร้อมทั้งกล่าวหาว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่เหมาะสมและเหิมเกริม โดยนายรังสิมันต์ย้อนถามว่าเรื่องนี้เป็นความ “ไม่ชอบหรือไม่ถูกใจ” กันแน่

นายรังสิมันต์กล่าวว่า ไม่มีปัญหาเรื่องไม่ชอบ แต่มองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกใจกันมากกว่า ก่อนหน้านี้เวลาจะเชิญบุคคลต่าง ๆ มีการระบุว่าต้องมีมติ ซึ่งครั้งนี้ก็มีมติในการเชิญนายโสภณอย่างถูกต้อง แต่กลับบอกว่าทำไม่ได้และหาว่าเหิมเกริมบังอาจ ตนเห็นว่าคำกล่าวหาเหล่านี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อบังคับ และพิสูจน์ให้เห็นว่า “ระบอบน้ำเงิน” คือการห้ามตรวจสอบ เมื่อใดที่ถูกตรวจสอบก็จะมีคนไม่พอใจและพยายามอ้างเรื่องต่าง ๆ ทั้งที่ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับทุกประการ

สำหรับอำนาจของฝ่ายค้านและ กมธ. โดยเฉพาะอำนาจเรียก ซึ่งมีไม่ได้เยอะอยู่แล้ว อีกทั้งกระบวนการและขั้นตอนต่าง ๆ ก็มีความสลับซับซ้อน ภายใต้ข้อจำกัดเหล่านี้ที่พยายามทำงานอย่างแข็งขัน แต่กลับมีความพยายามบอกว่าไม่มีอำนาจและทำไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งไม่เป็นความจริง และยืนยันว่าการปฏิบัติของ กมธ. ถูกต้องทุกประการ

ลายน้ำ (1).jpg

นายรังสิมันต์ระบุอีกว่า การลงมติเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ไม่รับแนวปฏิบัติ มี สส. ที่ทำหน้าที่ใน กมธ. ทั้งหมด 8 คน และทุกคนเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าไม่รับแนวทางดังกล่าว ส่วนการเชิญนายโสภณมาชี้แจง เป็นเรื่องที่ต้องสอบหาข้อเท็จจริงให้สิ้นกระแสความ หลังจากได้รับแจ้งจากฝ่ายเลขานุการของสภาว่า แนวปฏิบัตินี้ไม่เป็นกฎหมาย ไม่เป็นระเบียบ และไม่มีผลบังคับ แต่กลับออกมาในลักษณะที่กระทบกระเทือน ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ ซึ่งตนเห็นเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงจำเป็นต้องสอบข้อเท็จจริง เพราะไม่สามารถปล่อยให้มีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเกิดขึ้นในสถานที่และโดยอำนาจที่เป็นผู้ออกกฎหมายได้ ในฐานะ กมธ.การกฎหมายฯ จึงปล่อยเรื่องนี้ไปโดยไม่ทำอะไรไม่ได้เด็ดขาด

พร้อมกันนี้คาดหวังว่าในสัปดาห์หน้า นายโสภณจะทำพฤติกรรมให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่สมาชิกคนอื่นและบุคคลภายนอก ด้วยการให้ความร่วมมือกับ กมธ. มาตอบข้อสงสัยและชี้แจงให้ชัดเจน เพราะหากประมุขของสภายังไม่มา ต่อไปเมื่อ กมธ. เชิญบุคคลภายนอก ก็จะเกิดการอ้างว่าขนาดประธานสภายังไม่มาแล้วตนจะมาทำไม ซึ่งไม่ควรอยู่ในบรรยากาศเช่นนั้น จึงอยากให้นายโสภณมาชี้แจงเพื่อให้ข้อเท็จจริงชัดเจนว่าเรื่องนี้มาจากใคร อย่าให้ถูกครหาได้ว่าไปยืนแอบอยู่หลังข้าราชการ แล้วดันข้าราชการให้มาปะทะกับฝ่ายคหาร ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควร

ส่วนกรณีนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ระบุว่าเข้าใจผิดในการลงมติและจะขอทบทวนมตินั้น นายรังสิมันต์กล่าวว่าคงตอบแทนไม่ได้ แต่ในการประชุมมี กมธ. อยู่ 8 คน วิธีลงมติคือให้ทุกคนยกมือ และฝ่ายเลขานุการได้ทวนถามซ้ำว่าใครไม่เห็นชอบ เห็นชอบ หรืองดออกเสียง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด จึงดำเนินการตามขั้นตอนถูกต้องทุกอย่างและไม่น่ามีข้อโต้แย้งว่าเป็นการลงมติไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งแม้นายณัฏฐ์ชนนจะไม่อยู่ในห้อง ถอนตัว หรือไม่มีส่วนร่วมในการลงมติ องค์ประชุมของ กมธ.การกฎหมายฯ ในปัจจุบันก็คือ 7 คน จากทั้งหมด 14 คน จึงครบองค์ประชุมและไม่มีประเด็นเรื่องการลงมติไม่ชอบ

ต่อคำกล่าวของนายศุภชัยที่มองว่าการไม่ยอมรับแนวทางดังกล่าวเป็นการเหิมเกริม ไม่เคารพกฎหมายและรัฐธรรมนูญ นายรังสิมันต์ชี้แจงว่า ไม่ใช่การตัดสินใจของตนคนเดียว แต่เป็นมติในที่ประชุมกรรมาธิการ ซึ่งมีองค์ประชุมไม่น้อยกว่า 7 คน จึงต้องถามกลับว่าใครกันแน่ที่เหิมเกริม การไปกล่าวร้ายว่าทุกคนในที่ประชุมไม่เคารพหรือไม่ยอมรับ โดยไปอ้างการประชุม กมธ. 35 คณะ ทั้งที่การประชุมดังกล่าวไม่ได้มีมติเลยนั้น ไม่ถูกต้อง

ลายน้ำ.jpg

นายรังสิมันต์กล่าวเสริมว่า ผู้เข้าประชุมจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงที่จะจำกัดอำนาจของประธาน กมธ. อาจมีสัดส่วนมากกว่าคนที่สนับสนุนเสียด้วยซ้ำ จึงต้องถามว่าใครกันแน่ที่อ้างการประชุมทั้งที่ไม่มีการลงมติหรือสรุป และประธานสภายังระบุว่าเป็นเพียงการหารือ แต่กลับอ้างว่านำมาสู่แนวปฏิบัติ ซึ่งเป็นการอ้างเท็จ ไม่ต่างจากการส่งแนวทางที่เป็นเอกสารเท็จมาให้ กมธ. และยังขัดต่อรัฐธรรมนูญกับข้อบังคับ ถือเป็นการใช้เอกสารและข้อความเท็จที่ขัดแย้งต่อกฎหมาย

นอกจากนี้ ย้ำว่าประธาน กมธ. หรือกรรมาธิการไม่ใช่ลูกน้องของประธานสภา บทบาทประธานสภาไม่ได้นั่งในฐานะเจ้ากระทรวงที่มี กมธ. เป็นอธิบดีในกรมกองต่าง ๆ ทุกฝ่ายมีแดนในการทำหน้าที่ตามกรอบกฎหมาย เรื่องใดอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ กมธ.การกฎหมายฯ ก็พิจารณาได้ เรื่องใดอยู่ในอำนาจของประธานสภาก็พิจารณาได้เช่นกัน แต่ประธานสภาจะมีอำนาจสั่งย้ายหรือควบคุมสั่งการไม่ได้หากกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ ความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่ลักษณะ top-down แต่เป็นความสัมพันธ์ที่กฎหมายกำหนดขอบเขตอำนาจไว้อย่างชัดเจน

สำหรับกรณีนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล ระบุว่าการประชุม กมธ. ทั้ง 35 คณะและแนวทางที่ออกมาถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ นายรังสิมันต์ตอบว่า “ก็มั่วไง” พร้อมระบุว่า ที่นายกรวีร์บอกว่า กมธ.การกฎหมายฯ มีปัญหาอยู่คณะเดียวนั้น ควรไปดูว่าใน กมธ. คณะนี้ใครกันแน่ที่มีปัญหาอยู่คนเดียวหรือสองคน เพราะปกติ กมธ. ทำงานร่วมกับทุกคนได้ตามปกติ สส. ซีกรัฐบาลเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ก็ร่วมลงมติและพูดคุยกัน แม้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกันทุกเรื่อง แต่มันเป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นเหตุเป็นผล สิ่งที่หลายท่านกำลังทำอยู่คือการสร้างความปั่นป่วน นายกรวีร์ในฐานะประธานวิปรัฐบาลควรไปตรวจสอบดูว่ามีการยื่นหนังสือลาเท็จหรือไม่ เพราะตอนแรกบอกว่าจะบอยคอต แต่ภายหลังกลับระบุว่าติดประชุม ซึ่งมีหลักฐานและ digital footprint ปรากฏอยู่

นายรังสิมันต์ยืนยันว่า การทำหน้าที่ของ กมธ. ไม่ได้ละเมิดกฎหมาย ทุกอย่างเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ พวกตนรู้ดีว่าถนนเส้นนี้มีขวากหนามและมีคนพร้อมจะทำร้าย จึงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเคร่งครัดมาโดยตลอด

ส่วนกรณี พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงกรณีการส่งหนังสือเวียนถึงประธาน กมธ. ทั้ง 35 คณะ ว่าเป็นเรื่องของเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ประธานสภาฯ นายรังสิมันต์กล่าวว่า การชี้แจงลักษณะนี้เป็นการไปยืนอยู่ข้างหลังข้าราชการ โยนความผิดให้เลขาธิการสภาฯ และข้าราชการประจำ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อใดเกิดปัญหาข้อกฎหมายหรือความเดือดร้อนที่อาจลุกลามถึงบุคคลในระบอบสีน้ำเงิน ก็พร้อมที่จะผลักภาระให้ข้าราชการรับผิดชอบโดยไม่มีใครออกมาปกป้อง จึงอยากส่งสัญญาณถึงข้าราชการประจำทุกคนให้ตระหนักถึงสถานการณ์นี้ เพราะหากเกิดปัญหาขึ้น ข้าราชการอาจกลายเป็นผู้ที่ต้องรับผิดแทนผู้มีอำนาจ

นายรังสิมันต์ยืนยันปิดท้ายว่า พรรคประชาชนไม่ได้ปฏิเสธการตรวจสอบกลุ่มการเมืองหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับระบอบสีน้ำเงิน รวมถึงการตรวจสอบผ่านกลไกคณะกรรมาธิการ แต่ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของพยานหลักฐาน ไม่ใช่การกลั่นแกล้งหรือเล่นงานฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากระบอบสีน้ำเงินไม่พอใจการตรวจสอบ ก็อย่านำข้าราชการประจำเข้ามาเป็นคู่ขัดแย้งหรือใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง การนำข้าราชการมาเป็นหนังหน้าไฟหรือหุ่นเชิดเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สะท้อนให้เห็นว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังระบอบสีน้ำเงินไม่กล้าเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริง จึงต้องให้ข้าราชการออกมารับหน้าแทน เปรียบเหมือนบุคคลที่เข้าไปช่วยเหลือหรือสนับสนุนการกระทำที่ขัดกฎหมายก็ไม่ต่างจากการพายเรือให้โจรนั่ง ที่เมื่อหมดประโยชน์หรือเกิดความเดือดร้อน ก็อาจถูกผลักให้ตกเรือรับผิดชอบเพียงลำพัง จึงควรเป็นบทเรียนให้ข้าราชการประจำยึดหลักความถูกต้องในการปฏิบัติหน้าที่ และไม่เข้าไปมีส่วนร่วมกับการกระทำที่อาจละเมิดกฎหมาย

ภาพ : Weeraphat Ratsameerueangrong

Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news



  Frame 4.png   Frame 5.png   Frame 2.png   Frame 3.png

273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400

Email reporter@sapnewsth.com‍

Tel. 099 569 5964