
วันนี้ (26 ต.ค. 69) เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด ทีมบริหารพรรคประชาชนด้านสุขภาพชีวิตใหม่ พร้อมด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน และ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค แถลงข่าวในนามคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา พรรคประชาชน ครั้งที่ 17 ถึงประเด็นกะเพรากับ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช ภายหลังเกิดกระแสถกเถียงและข้อกังวลจากหลายฝ่าย
นายเดชรัตน์ กล่าวถึงกรณีการจดทะเบียนกะเพราแก้วสรตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช ของบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRam) ว่า ก่อให้เกิดข้อถกเถียงและความกังวลในสังคม เนื่องจากกะเพราเป็นพืชพันธุ์ที่ประชาชนทั่วไปและเกษตรกรปลูกโดยทั่วไป อีกทั้งการซื้อขายแลกเปลี่ยนและนำใบกะเพราไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันก็ไม่ได้มีการจำแนกสายพันธุ์อย่างชัดเจน ซึ่งจากการตรวจสอบได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในระดับหนึ่งว่า การจดทะเบียนดังกล่าวไม่ได้เป็นการคุ้มครองสายพันธุ์กะเพราทั่วไปที่มีมากกว่า 300 สายพันธุ์ แต่เป็นการคุ้มครองเฉพาะกะเพรา 4 สายพันธุ์ที่บริษัทเอกชนร่วมพัฒนากับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังมีความสงสัยตกค้าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้สั่งการให้ตรวจสอบกระบวนการจดทะเบียนถือครองสิทธิ์ของเอกชนรายดังกล่าวว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
นายเดชรัตน์ กล่าวต่อว่า เพื่อไขข้อสงสัยของประชาชนและนำไปสู่แนวทางปรับปรุง พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช ให้ตรงตามความต้องการของสังคม จำเป็นต้องตั้งคำถามสำคัญ 2 ประเด็น พร้อมยื่นข้อเสนอแนะแก่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยยืนยันว่าพรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการส่งเสริมวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์พืชเพื่อเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพของผลผลิตทางการเกษตร แต่ขณะเดียวกันก็ต้องให้ความสำคัญและสร้างความเท่าเทียมในสิทธิของเกษตรกรในการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ การอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์จากฐานพันธุกรรมด้วย

สำหรับประเด็นคำถาม 2 ข้อ ได้แก่ 1. กะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ดังกล่าวมีลักษณะเด่นแตกต่างจากกะเพราทั่วไปอย่างไรที่ประชาชนสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน โดยควรเริ่มเปิดเผยข้อมูลจากสายพันธุ์ CPR1 เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจน ปลดล็อกความกังวล และทำให้ประชาชนสามารถแยกแยะสายพันธุ์ได้ และ 2. การแบ่งปันผลประโยชน์คืนสู่รัฐมีความเป็นธรรมเพียงใด เนื่องจากในการพัฒนาสายพันธุ์กะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์นั้น มีการนำกะเพราป่าพันธุ์พื้นเมืองมาต่อยอด ซึ่งตามกฎหมายจะต้องมีการขออนุญาตทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์เพื่อนำรายได้เข้ากองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช จึงเกิดคำถามถึงมูลค่าและความเหมาะสมของข้อตกลงตามมาตรา 52 ดังกล่าว
นายเดชรัตน์ ระบุว่า แม้กรมวิชาการเกษตรจะชี้แจงว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อมูลลับที่ไม่สามารถเปิดเผยได้เว้นแต่มีคำสั่งศาล แต่เมื่อไปดูรายงานประจำปี 2567 ของกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งเป็นปีที่มีการขึ้นทะเบียนกะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ พบว่ากองทุนมีรายได้รวมเพียง 366,688 บาท จึงน่าเชื่อได้ว่ารายได้จากการแบ่งปันผลประโยชน์ของกะเพราดังกล่าวไม่น่าจะเกินยอดนี้ ซึ่งถือเป็นรายได้ทั้งหมดที่กองทุนได้รับจากข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ในปีนั้น ยิ่งไปกว่านั้น ข้อตกลงตามมาตรา 52 ทั้งหมดมีอยู่ถึง 207 ข้อตกลง จากภาคเอกชน 75 ราย แต่กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชกลับมีรายได้รวมเพียง 467,000 บาท จึงเกิดคำถามว่าการแบ่งปันผลประโยชน์ในระดับนี้มีความเป็นธรรมต่อสาธารณชนในภาพรวมหรือไม่ ส่วนการอ้างกฎหมายห้ามเปิดเผยข้อมูลข้อตกลงนั้น อาจเกิดจากการตีความที่คลาดเคลื่อน เพราะตามมาตรา 63 คุ้มครองและห้ามเปิดเผยเฉพาะข้อมูลขั้นตอนกรรมวิธีการปรับปรุงพันธุ์ของผู้จดทะเบียนเท่านั้น
นอกจากนี้ นายเดชรัตน์ ได้กล่าวถึงข้อเสนอของ ครม.เงา พรรคประชาชน ว่า การที่ผู้ซื้อรายใหญ่อย่างซีพีแรมพัฒนาสายพันธุ์กะเพราขึ้นมา อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจปลูกและพัฒนาสายพันธุ์กะเพราในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพของกะเพราไทย จึงขอเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการ 2 ข้อ คือ 1. เร่งจัดทำฐานข้อมูลกะเพราไทยทั้ง 300 สายพันธุ์ รวมถึงระบุแหล่งที่พบ ลักษณะประจำพันธุ์ และชุมชนที่มีบทบาทในการอนุรักษ์สายพันธุ์นั้นๆ เพื่อนำไปสู่การส่งเสริมการปลูก การตลาด และการแปรรูปอย่างเหมาะสมในแต่ละสายพันธุ์ และ 2. หากพบกะเพราสายพันธุ์ท้องถิ่นหรือพันธุ์เฉพาะถิ่น ให้กระทรวงเกษตรฯ เข้าไปสนับสนุนให้ชุมชนจดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นตามมาตรา 45 พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนากะเพราสายพันธุ์พื้นบ้านไปสู่การแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม อาหารเสริม หรือสมุนไพร และร่วมจัดสรรผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมให้แก่ชุมชนที่ร่วมรักษาและอนุรักษ์สายพันธุ์ ซึ่งจะเป็นการตอบโจทย์และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง มากกว่าการตอบโจทย์ผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว
ภาพ : Weeraphat Ratsameerueangrong
Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news
273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
Email reporter@sapnewsth.com
Tel. 099 569 5964