
วันนี้ (4 พ.ย. 69) เวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยพรรคร่วมฝ่ายค้าน อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง และประธานคณะกรรมาธิการสามัญ สัดส่วนพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแถลงข่าวถึงแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการ 35 คณะ
นายณัฐพงษ์ เปิดเผยว่า หัวใจสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตยคือการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐ ทว่าช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์หลายอย่างที่ชวนตั้งข้อสังเกตว่า ฝั่งรัฐบาลหรือกลุ่มอำนาจระบอบสีน้ำเงินกำลังใช้กลไกที่ควบคุมได้สกัดกั้นการทำหน้าที่ ประการแรกคือ การที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบแนวทางให้คณะกรรมาธิการ 35 คณะต้องขับเคลื่อนงานผ่านมติเสมอ ซึ่งถือเป็นการสกัดการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายค้านในการตรวจสอบโครงการที่เข้าข่ายทุจริตคอร์รัปชันหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ หากต้องใช้มติเสียงข้างมากของรัฐบาลตลอดเวลา ก็แทบไม่จำเป็นต้องมี สส.ฝ่ายค้านทำหน้าที่ในสภา และกรรมาธิการจะกลายเป็นเพียงตรายางประทับรับรองความผิดให้กลายเป็นถูก
ประการต่อมา คือความพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีโกง สว. จากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 5 ต่อ 2 เตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยขอบเขตอำนาจหน้าที่ระหว่าง กกต. กับศาลฎีกา ซึ่งมองว่าเป็นความพยายามใช้องค์กรอิสระที่เสียงข้างมากยึดโยงกับ สว.ชุดก่อน ขออำนาจศาลรัฐธรรมนูญมาจำกัดการไต่สวนของศาลฎีกา จนอาจไม่สามารถดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องกับการโกง สว.รายอื่นที่อยู่นอกเหนือจากรายชื่อ 77 คนในคำร้องได้ สะท้อนให้เห็นว่าเครือข่ายระบอบสีน้ำเงินกำลังใช้กลไกองค์กรอิสระเข้ามาแทรกแซงศาลยุติธรรม

ประการที่สาม คือความพยายามคุกคามการทำหน้าที่ของ สส.ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะตนและนายอภิสิทธิ์ ซึ่งได้รับการแจ้งเตือนผ่านสมาร์ทโฟนว่ามีความเสี่ยงถูกโจมตีด้วยสปายแวร์ขั้นสูง ซึ่งระบบระบุชัดว่าเครื่องมือเหล่านี้มักถูกใช้โดยหน่วยงานรัฐระดับประเทศ จึงสงสัยว่าอาจกำลังถูกรัฐบาลไทยคุกคาม ทั้งนี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านย่อมยอมไม่ได้กับการรวบอำนาจกรรมาธิการโดยฝ่ายนิติบัญญัติผ่านประธานสภาฯ การใช้สปายแวร์โจมตีฝ่ายค้านโดยหน่วยงานความมั่นคงของฝ่ายบริหาร และมติของ กกต. ที่ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
สำหรับประเด็นการยื่นคำร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกรณีประธานสภาฯ อาจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นายณัฐพงษ์ ชี้ว่า แม้ตัวแทนประธานสภาฯ จะอ้างระเบียบข้อบังคับเดิม แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงก็เท่ากับว่าแนวปฏิบัติของสภาหลายชุดที่ผ่านมาไม่ถูกต้องตามข้อบังคับมาโดยตลอด จึงเห็นว่าคำสั่งนี้เป็นเพียงความพยายามสกัดกั้นฝ่ายค้าน ส่วนจะดำเนินการทางกฎหมายผ่านช่องทางใดต่ออยู่นานระหว่างการหารือในพรรคร่วมฝ่ายค้าน

ส่วนกรณีที่ นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่ากรรมาธิการควรมียกภาพ ไม่ควรแบ่งฝ่ายค้านหรือรัฐบาลนั้น นายณัฐพงษ์ บรรยายว่า แม้ในกรรมาธิการจะสามารถทำงานร่วมกันได้ในบางวาระ แต่องค์กรนี้มีกลไกสำคัญคือการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ดังนั้นข้ออ้างเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวจนฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลไม่ได้เลยจึงฟังไม่สมเหตุสมผล ส่วนข้อครหาว่าฝ่ายค้านใช้กรรมาธิการเป็นอาวุธทางการเมือง มองว่าหากคำว่าอาวุธหมายถึงการทำให้ตรวจสอบฝ่ายบริหารได้ดียิ่งขึ้น ก็สมควรเสริมกลไกดังกล่าวให้ฝ่ายค้านทำงานได้อย่างเต็มที่
ส่วนประเด็นสปายแวร์ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์ว่าไม่ใช่เพกาซัสแต่เป็นมัลแวร์ พร้อมเชิญไปส่งเครื่องตรวจและระบุว่าเป็นการเตือนพร้อมกัน 99 ประเทศทั่วโลกนั้น นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า ข้อความแจ้งเตือนถูกส่งถึงเฉพาะบุคคลที่โดนความพยายามเจาะเครื่องเท่านั้น และตนยังคงกังวลใจว่าการโจมตีอาจมาจากรัฐบาลไทย จึงไม่อาจวางใจส่งเครื่องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบเพราะเกรงว่าอาจเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น โดยขณะนี้ได้นำเครื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบร่องรอยร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานประสานกับองค์กรระหว่างประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ภาพ : Weeraphat Ratsameerueangrong
Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news
273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
Email reporter@sapnewsth.com
Tel. 099 569 5964