
วันนี้ (8 ก.ค. 69) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุม ครม. เงา ครั้งที่ 8 ของพรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค โดยได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำจากการทำเหมืองหายาก ส่งผลให้เกิดมลพิษข้ามพรมแดน
นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหานี้ลุกลาม 6 ลำน้ำ จากลำน้ำกก รวก สาย ลงสู่ลำน้ำโขงทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน แม่น้ำสาละวินที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และลำน้ำกระบุรีที่จังหวัดระนอง โดยส่งผลกระทบชัดเจนตลอดห่วงโซ่ ทั้งน้ำปนเปื้อน ตะกอนดิน ปลา ที่ตรวจเจอสารหนูและตะกั่วซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ อีกทั้งภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ลำน้ำกกต้องปิดตัวไปมากกว่า 80% ส่วนที่ยังเปิดอยู่ก็แทบไม่มีลูกค้า รวมถึงการส่งออกสินค้าเกษตรที่ในอดีตประเทศญี่ปุ่นเคยนำเข้าสินค้าจากแม่อาย ริมน้ำกก แต่ปัจจุบันได้หยุดนำเข้าทั้งหมดเพราะกังวลเรื่องการปนเปื้อนในแม่น้ำ
สิ่งที่ตนเองต้องการจากรัฐบาลคือการจัดการภายในประเทศที่ชัดเจน ซึ่งในงบประมาณปี 2570 เห็นชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่มีงบประมาณในการจัดการส่วนนี้ที่เป็นรูปธรรมเลย รัฐบาลจึงต้องเร่งจัดการงบกลางโดยด่วน เพื่อให้สามารถตรวจวัดอย่างเป็นระบบที่ครอบคลุมและมีฐานข้อมูลที่ชัดเจน เพราะไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถไปเจรจากับต่างประเทศได้ รวมถึงต้องตรวจสอบน้ำและดินที่ใช้ในการเกษตร ซึ่งปัจจุบันมีการตรวจพบโลหะหนักต่าง ๆ ในพื้นที่เพาะปลูกรวมถึงผลผลิตทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่มีการสื่อสารกับประชาชน และไม่มีการบำบัดดินและน้ำก่อนปลูกด้วยซ้ำ ตลอดจนควรมีงบประมาณในการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน
สำหรับการจัดการภายในประเทศ ทุกวันนี้ยังคงมีการนำเข้าแร่จากเมียนมาโดยไม่มีการตรวจสอบใด ๆ เลยว่านำเข้าที่ไหนหรือจากบริษัทอะไร รัฐบาลต้องออกกฎกระทรวงในการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของแร่ให้กับประเทศไทย และหยุดให้ไทยเป็นทางผ่านของแร่ที่เป็นพิษเหล่านี้ ส่วนการจัดการที่ต้นตอระหว่างประเทศที่ผ่านมา รัฐบาลทำงานน้อยมาก มีการเจรจากับเมียนมาอย่างเป็นทางการเพียงแค่ครั้งเดียวและไม่มีความคืบหน้าอะไรเลยซึ่งผ่านมานานกว่า 1 ปีแล้ว ซึ่งก่อนที่เราจะไปคุยเราต้องมีฐานข้อมูลที่ชัดเจนก่อน แต่ตั้งแต่มีรัฐบาลชุดนี้มา นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ก็มีการประชุมเพียงครั้งเดียว ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น ซึ่งมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงานเพื่อทำฐานข้อมูลเจรจาระหว่างประเทศ ก็ประชุมคณะทำงานชุดนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนเมษายนและไม่มีการอัปเดตข้อมูลเลย ที่หนักที่สุดคือการประชุมการต่างประเทศโดยคณะทำงานที่ตั้งขึ้นมาในปีที่แล้วเพื่อจัดการปัญหาเรื่องการเจรจาระหว่างประเทศ กลับไม่เคยมีการประชุมเลยตั้งแต่ปีที่แล้ว ถือเป็นปัญหาที่หนักมาก ประชาชนเจอความเดือดร้อนอย่างหนักแต่รัฐกลับไม่ขยับอะไรเลย ไม่ทำงานจนทำให้ประชาชนต้องออกมาขับเคลื่อนกันเอง และทำให้เห็นภาพความขัดแย้งที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดมีต้นตอมาจากรัฐบาลไม่ทำงาน โดยตนเองและพรรคประชาชนพูดตั้งแต่ปีที่แล้วว่าถ้าเราไม่ทำอะไร ปัญหาจะขยายวงกว้างขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งปีนี้ปัญหาได้ขยายวงกว้างขึ้นแล้ว และปีหน้าปัญหามันจะขยายผลไปมากกว่านี้อีกหลายเท่า
ด้านนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรายังไม่เห็นการใช้วิธีการต่างประเทศที่ถูกต้องและยังไม่เห็นบทบาทที่เหมาะสมจากรัฐบาลมากนัก ซึ่งต้องยอมรับว่าเหมืองหลายแห่งที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมา หลายแห่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่ควบคุมของทหารเมียนมาโดยตรง ดังนั้นการที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ หนีไม่พ้นที่เราจำเป็นต้องใช้เวทีในการเจรจากับประเทศจีน ซึ่งจีนเองเขามีกฎหมายในการกำกับซัพพลายเชนในการทำงานอยู่แล้วว่าต้องเป็นเหมืองที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และรัฐบาลจีนก็พร้อมช่วยไทยในการแก้ไขปัญหานี้ เพราะการแก้ไขเรื่องนี้สามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นให้กับจีนได้ ทำให้คนไทยเชื่อมั่นว่าจีนเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่จะเป็นทางออกคือจะต้องมีเวทีทางการทูตที่ถูกต้อง โดยจะต้องใช้กลไกและท่าทีในการเจรจาที่เหมาะสม
ขณะที่นายพิศาล มาณวพัฒน์ กล่าวว่า ตนเองเห็นใจจีนที่เป็นประเทศที่กำลังประสบปัญหาภาพลักษณ์ติดลบ แต่ต้องตระหนักว่าภาพลบนั้นมาจากนักธุรกิจจีนบางคนที่ไม่เคารพมาตรฐานสากล และบางครั้งอาจมาจากรัฐบาลจีน ตอนนี้ตนขอให้ความคิดเห็นว่าจีนควรจะทำอย่างไรถึงจะได้ใจคนไทยทั้งประเทศ เช่นเดียวกับปัญหาไทย-กัมพูชา จึงขอแนะนำรัฐบาลไทยโดยเฉพาะนายสีหศักดิ์ว่า อย่าใช้เวลาไปกับเรื่องเอ็มโอยู 44 และการจัดเตรียมประชุมอาเซียนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลเมียนมาเพียงอย่างเดียว แต่ขอแนะนำให้ใช้ความเชี่ยวชาญทางการทูตที่มีอยู่เต็มที่ ทำเรื่องยากที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนรากหญ้า เช่น การแก้ไขปัญหาต้นตอของน้ำปนเปื้อนสารพิษ พร้อมทั้งได้ให้คำแนะนำ 3 ข้อ ได้แก่
1.การแก้ปัญหาน้ำเสียจากเพื่อนบ้าน กระทรวงการต่างประเทศต้องเป็นฝ่ายเดินหน้า อย่าเดินตามกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เพราะรัฐมนตรีกระทรวงอื่นทั้งหมดไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องหมากการทูตหรือการเมืองระหว่างประเทศระดับภูมิภาค และไม่เข้าใจความเชื่อมโยงในเชิงภูมิรัฐศาสตร์อย่างที่นายสีหศักดิ์เข้าใจ ดังนั้นจะต้องรู้จักใช้จุดแข็งของประเทศไทยไปต่อรองกับประเทศที่มีพลังอำนาจมากกว่าทั้งในและนอกภูมิภาค
2.การเจรจาหารือไม่จำเป็นต้องเจรจากับรัฐบาลเมียนมาเพียงอย่างเดียว หากโรงงานนั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ที่รัฐบาลเมียนมาเข้าไปไม่ถึง เราต้องกล้าพูดอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งองค์กรสหประชาชาติให้ข้อมูลชัดเจนว่า รัฐบาลจีนถือหุ้นถึงร้อยละ 90 ในโรงงานเหมืองแร่หายากในเขตปกครองของเมียนมา เราจึงต้องสื่อสารด้วยชั้นเชิงการทูตที่นายสีหศักดิ์ชำนาญอย่างดี เพื่อทำให้จีนเห็นว่าอย่าคิดว่าคนไทยยังไงก็ได้ โดยทำควบคู่ขนานไปกับการหารือกับฝ่ายจีน
3.หากจีนยังไม่กระตือรือร้นที่จะแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ นายสีหศักดิ์ต้องเล่นไพ่ใบอื่นให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้มีทั้ง ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ที่เสนอความช่วยเหลือและมีความสนใจที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาคนี้แล้ว อย่าปล่อยให้ระดับเจ้าหน้าที่ข้าราชการทำไปตามแผนงานเดิม แต่ให้เชิญทูตทั้ง 4 ประเทศนี้มาพบ หรือบินไปพบกับรัฐมนตรีของทั้ง 4 ประเทศในโอกาสที่อำนวย เพื่อยกระดับข่าวให้เห็นความสำคัญที่ประเทศไทยมอบให้กับแต่ละประเทศที่พร้อมจะช่วยแก้ปัญหาระดับคุณภาพชีวิต ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ฝ่ายที่ยังไม่กระตือรือร้นได้รับข้อความเตือนอย่างชัดเจน และงานการต่างประเทศจะกลับมาสู่สายตาประชาชน ซึ่งจะทำให้ท่านสอบผ่านการเป็นรัฐมนตรี เพราะคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนมาก่อน
Copywriter: Siam Associated Press Media (SAPM) Editorial Department
Pictures: Some illustrations come from the Internet. If there is any infringement, please contact us to delete it.
Source of material: official media /online news
273/3 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
Email reporter@sapnewsth.com
Tel. 099 569 5964